ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Ads
สนใจติดต่อลงแบนเนอร์โฆษณา หรือปักหมุดกระทู้ คลิกที่นี่

-->
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/Mazda2ThailandClub/
ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Mazda2Thailand พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ผู้เขียน หัวข้อ: ขับรถในช่วงฤดูฝน ระวังอาการรถเหินน้ำ  (อ่าน 48 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Palmirus

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 32051
  • กระทู้: 5
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: Palm สายซิ่ง
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
 Share 
อาการรถเหินน้ำ (Aquaplaning หรือ Hydroplaning) ที่มักเกิดได้บ่อยในช่วงฝนตก และจะอันตรายมากที่สุดในช่วงหลังฝนตก 10 นาที เนื่องจากน้ำจะผสมกับน้ำมัน และฝุ่น ที่ตกค้างอยู่บนถนน ขับเร็วไม่ได้เพราะจะลื่นแล้วเสียการทรงตัวจนลามไปเกิดอุบัติเหตุได้อีก ทำให้เกิดเป็นชั้นน้ำระหว่างพื้นถนนกับยางรถ ส่งผลให้ล้อรถเกิดอาการไม่เกาะถนนและทำให้คนขับควบคุมรถได้ยากขึ้นกว่าปกติ และเมื่อเจอถนนที่ลื่นก็อาจจะทำให้รถเสียการทรงตัวจนลื่นไถลเกิดอุบัติเหตุได้

สิ่งที่ทำให้เกิดอาการเหินน้ำ (Aquaplaning หรือ Hydroplaning)

พื้นผิวถนน หากถนนที่ใช้ในการขับขี่เป็นแบบคอนกรีต พื้นผิวเรียบ ความขรุขระน้อย โอกาสที่จะเกิดอาการเหินน้ำจะมีมากกว่าพื้นถนนที่มีส่วนผสมของยางมะตอยเคลือบไว้ เพราะพื้นยางมะตอยจะมีความขรุขระทำให้รถทรงตัว และเกาะถนนได้ดีกว่า

ล้อรถยนต์ การเลือกใช้ล้อรถยนต์ควรคำนึงถึงการใช้งานเป็นส่วนสำคัญ เพราะถ้ายิ่งเลือกล้อรถที่มีหน้ากว้างและยาวกว่าแบบทั่วไป โอกาสเกิดอาการเหินน้ำบนท้องถนนก็น้อยลงตามไปด้วย

ดอกยาง ลักษณะของดอกยางที่ใช้ และความลึกนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง เนื่องจากหน้าที่ของดอกยางจะใช้วิธีรีดน้ำไปด้านข้างล้อ หากดอกยางเหลือน้อยลงประสิทธิภาพในการทำงานและช่วยลดอุบัติเหตุก็จะน้อยลงไปด้วย

ความเร็ว ปัญหาหลักและเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดของอาการเหินน้ำคือ ความเร็วที่ใช้วิ่งบนถนน เพราะถ้าขับรถมาด้วยความเร็วมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะทำให้ล้อรถรีดน้ำได้ทันนั้นเป็นไปได้ยากมาก และอาการเหินน้ำก็จะเกิดได้ง่ายเนื่องจากความหนาของมวลน้ำนั้นมีมากกว่าการขับรถช้า

น้ำหนักที่บรรทุกของ หากต้องบรรทุกของหนักๆ ไว้บนรถเพื่อเดินทาง จะทำให้รถนั้นมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าปกติ เมื่อรถเกิดการเสียการทรงตัวจะก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่า เนื่องจากมีแรงเฉื่อยที่น้อยลง

วิธีการหลีกเลี่ยงการขับรถยนต์ไม่ให้เกิดอาการเหินน้ำ?
1. ใช้ความเร็วที่ต่ำลง เมื่อเจอถนนที่เปียก มีน้ำขัง หรือในช่วงที่ฝนตก
2. ไม่ควรแตะเบรกแบบกระทันหันเมื่ออยู่ในทางโค้ง ควรชะลอหรือเบรกล่วงหน้าก่อนที่จะถึง
3. จับพวงมาลัยให้แน่นอยู่เสมอเพื่อการควบคุมรถที่ดี และแตะเบรกแบบเบาๆ ในขณะที่ต้องลุยน้ำเพื่อลดอาการเหินน้ำ
4. หมั่นตรวจเช็คระบบและสภาพรถให้พร้อมต่อการใช้งานเสมอ รวมทั้งล้อรถและดอกยางทั้ง 4 ล้อ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง เพราะถ้าหากยางรถยนต์มีลมอ่อนจนเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการเหินน้ำได้ง่าย
5. ไม่ควรขับรถไปในแล่งที่มีน้ำขังหรือเปียกน้ำ เพราะทำให้มีโอกาสเกิดอาการเหินน้ำได้สูง และไม่ควรเหยียบคันเร่งในทันทีที่ลุยน้ำอยู่ ควรปล่อยไปรถไปแบบปกติ ชะลอตัวไปเรื่อยๆ และห้ามเยียบเบรกเพื่อหยุดรถอย่างกะทันหัน
6. สัมผัสพื้นถนนให้มากที่สุด โดยการใช้ความเร็วต่ำ เมื่อใช้ความเร็วต่ำจะทำให้ล้อของรถนั้นยึดเกาะกับพื้นถนนได้แนบสนิทและสบูรณ์มากที่สุด อีกทั้งยังช่วยลดการไถลลื่นอีกด้วย

การขับรถยนต์ในช่วงฤดูฝนนั้น ไม่ว่ารถของคุณจะทำประกันภัยรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ประกันรถยนต์ ชั้น 1 ประกันรถยนต์ ชั้น 2 ประกันรถยนต์ ชั้น 3  หรือชั้นไหนๆก็ตาม การขับรถอย่างมีสติในช่วงฤดูฝน ที่พื้นถนนลื่น เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องพึ่งมีตลอดเวลาทุกครั้งที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและผู้ที่สัญจรร่วมกัน



สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Mazda2Thailand พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

Tags: