ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ลามิน่าฟิลม์ CTX
Dhipaya_mazda2_02
LP TTS Aeropart
สนใจติดต่อลงแบนเนอร์โฆษณา หรือปักหมุดกระทู้ คลิกที่นี่

-->
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/Mazda2ThailandClub/
ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Mazda2Thailand พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ผู้เขียน หัวข้อ: แชร์ประสบการณ์อุด EGR Mazda2 1.5D 2017 และสาระรู้ไว้ไม่เสียหาย  (อ่าน 5420 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม

 - ถ้าเราจะลบโค้ด ก็กดเข้ามาที่ Erase Codes  (รูปแรก)
 - มันก็จะถามขึ้นมาอีกว่าคุณแน่ใจนะว่าจะลบโค้ดนี้ จากนั้นคุณก็กด YES ไปถ้าต้องการ โค้ดมันก็จะหายไปไฟเครื่องมันก็จะดับไป ง่ายๆแค่นี้หละ อิอิ


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Mazda2Thailand พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ถัดมาเป็นเมนู Live Data ก็เป็นเมนูค่าพารามิเตอร์ต่างๆแบบเรียลไทม์ ผมก็กดเข้าไปเลย
มันก็จะขึ้นค่าพารามิเตอร์ต่างๆมาเพียบเลย อาทิเช่น รอบเครื่อง , ความเร็ว , Intake Air Temp(IAT) , อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น (ETC) , Mass Air Flow ก็เยอะประมาณนึงนะ
ผมก็ลองเหยียบคันเร่งเพื่อเร่งรอบ มันก็ขึ้นตรงนะกับหน้าปัดผมนะใช้ได้เลย (รูปที่2)

ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ถัดมาผมก็มาลองเมนู Vehicle Info อยากรู้ว่ามันดูไรได้บ้าง
พอเข้ามาก็มีให้เลือกอยู่ 4 เมนู แต่ผมเลือกดูเมนูเดียวคือ Vehicle ID Number (รูปแรก)
ซึ่งพอเข้าไปปั้บ มันก็โชว์เลขตัวถังของรถผมตรงเป๊ะเลย ตรงกับในทะเบียนรถทุกตัวอักษร (รูปที่2 แต่ขอเซนเซอร์ไว้หน่อยนะ อิอิ) ซึ่งแสดงว่ากล่องมีการบันทึกข้อมูลยืนยันตัวรถเอาไว้ในกล่องด้วยนะ
คร่าวๆ ผมก็ลองประมาณนี้แหละ ไว้เดียวว่างๆจะมาต่อเกี่ยวกับเจ้าตัว V-GATE   :emo_090:

ออฟไลน์ m2mz

  • สมาชิก 30 ไมล์
  • ****
  • สมาชิก ID: 7263
  • กระทู้: 33
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพ
  • ชื่อเล่น: m2m
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
กระทู้แบบนี้ทำให้เว็บนี้เริ่มมีสีสรรค์ขึ้นมาทันที   :emo_051:

ออฟไลน์ zixes

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • สมาชิก ID: 7216
  • กระทู้: 128
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: สมุทรปราการ
  • ชื่อเล่น: โด้
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมเข้ามาในเว็บนี้หลังจากไม่เข้ามาเกือบสองปีหลังซื้อรถ

ไปอยู่แต่บนเฟสบุ๊ค เป็นกระทู้ที่ทรงคุณค่าได้ความรู้มากครับ

ส่วนรถผมนั้นรอหมดประกันแล้วจะไปตัดอุดเหมือนกันครับ ช่วงนี้กฌ็แกะล้างทุกหมื่นโลไปก่อน

ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
โอ้วขอบคุณ คุณ m2mz และคุณ zixes มากๆครับ ที่ชอบในกระทู้นี้ อิอิ
จริงๆกะว่าแค่ตั้งกระทู้ไว้ให้อ่านกันขำๆ  555:)
ไว้ว่างๆจะมาอัพเดทเรื่อยๆครับ  :emo_090:


ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เรามาต่อกันที่เจ้าตัว V-Gate OBD Car Wifi กันบ้างซึ่งไอตัวนี้น่าจะเป็นไฮไลท์ หลายๆคนน่าจะชอบเหมือนผมนะ อิอิ

 -  ซึ่งในกล่องจะมี CD เป็นไฟล์คู่มือมาให้และก็มีซอฟแวร์มาให้ด้วยกรณีที่เราไม่ใช้ Smartphone App เขาก็มีซอฟแวร์ให้ติดตั้งบน Notebook และใช้งานได้เหมือนกัน โดยเชื่อมต่อผ่านการ์ด Wireless ของตัว Notebook นั่นเอง และก็มีเป็นกระดาษคู่มือเล็กๆมาให้อีกอัน (ย้อนไปดูรูปได้ที่โพสก่อนหน้า)

  - พอเราเอาออกมาแล้วเราก็นำไปเสียบกับ OBD Port ของ Mazda2 ได้เลยก็ที่เดิมกับที่เสียบเจ้า ANCEL ตะกี้แหละ (ดูรูปที่1)

  - ซึ่งพอเราเสียบไปแล้วเราไม่จำเป็นต้อง Start รถ OBD Wifi ตัวนี้ก็จะกระจาย Wifi ออกมาให้เองเลย เพราะมันได้รับไฟเลี้ยงจากแบตเตอรี่รถยนต์ท่านแล้วนั่นเอง ท่านสามารถใช้ Smartphone ที่ท่านมีไม่ว่าจะเป็น IOS หรือ Android ก็จะสามารถค้นหา Wifi ของ V-Gate นี้เจอทันที โดย Wifi ของ V-Gate ตัวนี้จะชื่อว่า "V-Link" จากนั้นให้กดเชื่อมต่อกับ Wifi ของตัว V-Gate เท่านี้ Smartphone ของเพื่อนๆก็จะอยู่ในเน็ตเวิร์คเดียวกันกับเจ้าตัว V-Gate นี้แล้ว (ดูรูปที่2ประกอบ)
ปล.ลืมบอกผมใช้ IOS ทดลองเพื่อรีวิวครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 ม.ค. 2018, 18:50:00 โดย Wulkure »

ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
App แรกที่ผมทดสอบและนำมารีวิวก่อนคือ OBD Car Doctor
App ตัวนี้สามารถโหลดได้ฟรี ฟีเจอร์ทั่วๆไปใช้งานได้ฟรี แต่ฟีเจอร์ความสามารถพิเศษอาจจะต้องซื้อ เช่นการเรคคอร์ดข้อมูล ลบ Code Engine เป็นต้น ซึ่งแอพสำหรับ OBD Car Wifi และ Bluetooth ส่วนใหญ่ถ้าโหลดฟรีจะมีการซื้อภายในแอพ ซึ่งผมทดสอบอีก2แอพคือ Auto Doctor กับ EOBD-Facile ซึ่ง Andriod ก็น่าจะโหลดได้ ลองเช็คกันดู แต่ App ที่คนใช้เยอะๆที่เขาแนะนำเพื่อนๆสามารถหารีวิวดูได้จาก Youtube ก็จะมี 

  -  Torque Pro (Android Only , IOS หมดสิทธิ์ ฮ่าๆ) ตัวนี้อินเตอร์เฟสสวย เกจสวยงาม น่าจะฟรีแต่มีการซื้อภายในแอพรึป่าวผมไม่แน่ใจลองดูกันนะสำหรับเพื่อนๆที่ใช้ Android
  - OBD Fusion  (IOS และ Android) ตัวนี้ก็อินเตอร์เฟสสวย เกจก็ดีงามเช่นกัน แต่เสียเงินก่อนดาวน์โหลดนะจ๊ะ
  - DashCommand (IOS และ Android) ตัวนี้ก็อินเตอร์เฟสสวยเช่นกัน เกจก็สวยโอเค แต่เสียเงินก่อนดาวน์โหลดเหมือน OBD Fusion
เพื่อนๆชอบตัวไหนก็ลองเลือกใช้กันตามสะดวก

ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เรามาดู App OBD Car Doctor กันก่อน
โดยการใช้งานหลักการจะคล้ายกันทุก App นะครับ ถ้าใช้งานเป็น App นึง App อื่นๆก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะพื้นฐานเดียวกัน
1.ตั้งค่าการเชื่อมต่อ เลือก Hardware หรืออาจจะเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อ Wifi Bluetooth แล้วแต่แอปกำหนด
2. Start รถ แล้วใช้แอปอ่านข้อมูลต่างๆ จริงๆก็ควร Start รถก่อนเปิดแอปเพราะบางแอพมันตั้งการเชื่อมต่อเสร็จมันจะดึงข้อมูลอัตโนมัติเลย แต่บางแอพมีปุ่มให้ Disconnect ได้
หลักการก็มีแค่นี้หละ

App OBD Car Doctor นั้นพอเข้ามาแล้วเรากดเข้าปุ่ม Menu ก็จะมี Menu ย่อยดังนี้ (ดูรูปแรก)
 - Dashboard ก็จะเข้าไปยังหน้าสำหรับดูพารามิเตอร์เบื้องต้นของรถ
 - General Information ก็เป็นหน้าที่ดูข้อมูลทั่วไปของรถเช่นเลขตัวถังคล้ายๆ Ancel ที่ผมเคยทดลอง
 - Dynamic Parameters อันนี้คือเข้าไปดูค่าพารามิเตอร์แต่ละตัวแบบเป็นกราฟเลยซึ่งในหน้า Dashboard ไม่มีให้ดู
 - Dianostic Trouble Codes  อันนี้หลายคนน่าจะทราบ คือเข้าไปดู Code Engine และลบ Code
 - Fuel Economizer ดูกราฟอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรถ อันนี้เหมือนเขาจะคำนวณจาก Records การเติมน้ำมันที่เราบันทึกไว้ใน OBD Records ของ App นี้
 - Settings เป็นการตั้งค่าการเชื่อมต่อระหว่าง App กับ OBD Wifi หรือ Bluetooth
 - OBD Records เป็นส่วนในการบันทึกข้อมูลต่างๆที่ผู้ใช้งานต้องการเก็บเอาไว้ ซึ่งอาจจะต้องเสียเงินซื้อเพื่อบันทึกค่าพารามิเตอร์ของรถ เพราะของฟรีบันทึกได้แค่การเติมน้ำมันซึ่งจะสัมพันธ์กับ Fuel Economizer



ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
จากนั้นเราก็กด Settings เข้ามาก่อนเพื่อตั้งค่าการเชื่อมต่อกับ app ซะก่อน
 -  ให้เลือกการเชื่อมต่อ Connection Type แบบ Wifi ซึ่งถ้าใครมี OBD ยี่ห้ออื่นที่เป็นแบบ Wifi ให้เลือกอันนี้ให้หมด (ดูรูปประกอบ) ซึ่งจากรูปท่านจะเห็นว่ามันมี Kiwi3 กับ Vgate ให้เลือกทำไมผมใช้ Vgate แต่ไม่เลือก Vgate หละ ?
  ผมเลือกแล้วเชื่อมต่อไม่ได้ครับ ฮ่าๆ เหมือนมันทำมาให้สำหรับ Vgate ที่เป็น Bluetooth ป่าวไม่แน่ใจนะ แต่เลือก Wifi อะชัวร์สุด

  - พอเราเลือกแบบ Wifi  บรรทัดถัดลงมาเราจะได้รับ IP Address จากตัว Vgate แจกมาให้โดยอัตโนมัติที่ผมได้คือ 192.168.0.10 เป็นอันว่าเราเชื่อมต่อกับ Vgate เสร็จสมบูรณ์แล้ว  หากใช้ซอฟแวร์จาก Notebook ก็ทำเช่นเดียวกันคือเชื่อมต่อ Wifi V-Link นี่หละ โน้ตบุคเราจะได้รับไอพีอัตโนมัติเหมือนเราเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทนั่นแหละ
  หากกดเลือก Auto Connection เวลาเราเปิดแอพมันจะเชื่อมต่อตัว Vgate ตัวนี้ให้เราโดยอัตโนมัติไม่ต้องมาทำการตั้งค่าอีก

ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ที่นี้เรามาดูในส่วนหน้า Dashboard (รูปแรก)
  ก็จะโชว์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญแบบคร่าวๆ เช่นแรงดันไฟแบตเตอรี่ , ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง(บอกเป็นเปอร์เซนต์ซึ่งตรงเป๊ะเลย) , อุณหภูมิภายนอกรถ , อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น เน้นตรงนี้ไว้ก่อนเดียวผมมีอธิบายเพิ่มตอนท้ายเป็นข้อมูลที่เสริมกับ EGR

  - ถัดมามาดู Dynamic Parameter พอกดเข้าไปจะมีรายการพารามิเตอร์ต่างๆให้เลือกดูมากมาย (ดูรูปที่2และ3) เช่น รอบเครื่องยนต์(รูป4) , ความเร็ว , อุณหภูมิต่างๆ เยอะแยะมากมาย โชว์ทั้งตัวเลขและกราฟ

 ที่นี้ทำไมผมถึงเน้น อุณหภูมิน้ำหล่อเย็นไว้ ทำไมเกี่ยวข้องกับ EGR (รูปที่1 และ 5)
    สาเหตุแรก อุณหภูมิน้ำหล่อเย็นเป็นสิ่งบ่งบอกความร้อนของตัวเครื่องยนต์ ซึ่งอาศัยหลักการ Heat Exchanger  เวลาเขาดูความร้อนเครื่องยนต์ก็จะดูไอตัวอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นเป็นหลัก ซึ่งรถรุ่นเก่าจะมีเกจบอกเข็มจะต้องอยู่กึ่งกลาง เป็นอันรู้กันว่าปกติ ถ้าเข็มเบี่ยงมาฝั่งด้าน H ก็เตรียมตัวเช็คหม้อน้ำได้เลย มีรั่วมั้ย น้ำยาหม้อน้ำสภาพเป็นไง อยู่ในระดับปกติหรือเปล่า ซึ่งรถรุ่นใหม่จะไม่มีเกจวัดบอก แต่จะบอกแค่ตอนCool กับ Heat เลย ซึ่งผมบอกเลยว่ามันอาจจะสายไปแล้วถ้าเตือนตอน Heat เลย ซึ่ง Mazda 2 เป็นแบบนั้น คือไม่มีเกจ ซึ่งเพื่อนๆก็ไม่ต้องกังวลไปรถใหม่ไม่เกิน 5 ปี ถ้าไม่มีอุบัติเหตุไรมาโอกาสน้อยมากที่จะฮีทแต่ก็ไม่ใช่ว่าอาจไม่เกิดนะ แต่รถ5ปีขึ้นไปโอกาสฮีทก็สูงขึ้นตามอายุการใช้งาน ซีนยางต่างๆ ท่อทางน้ำ เสื่อมสภาพมีรั่วซึ่มเป็นเรื่องปกติ แอพและอุปกรณ์เหล่านี้ก็จะช่วยท่านมอนิเตอร์อุณหภูมิเครื่องยนต์ของท่านได้แม้รถจะเป็นรุ่นใหม่ไม่มีเกจวัดแล้วก็ตาม

   สาเหตุที่สอง  ผมเคยได้ยินได้ฟังมาจากกลุ่มในเฟสบุ้คเอย จากอินเตอร์เน็ทต่างๆเอย มีคนเคยบอกเอาไว้ว่า "หากอุด EGR โดยไม่จูนปิด จะทำให้เครื่องยนต์ร้อนขึ้น เพราะต้องฉีดน้ำมันมากขึ้น บลาๆ"  ผมได้ยินได้อ่านผมก็เอะใจทันทีเกิดคำถามทันทีว่า ทำไม ? ร้อนขึ้นได้ไงวะ ? เพราะความรู้อันน้อยนิดที่ผมมีเกี่ยวกับเครื่องยนต์ดีเซลโดยทั่วๆไป การฉีดน้ำมันขึ้นอยู่กับ Air Flow ที่เข้าไป อากาศเข้าเยอะก็ฉีดน้ำมันเยอะ อากาศน้อยน้ำมันก็ฉีดน้อย ไม่ใช่หรือ เป็นพื้นฐานเบสิคอยู่แล้ว แต่พอมีคนเล่าต่อๆมาแบบนี้ผมก็งงเลย ปิด EGR แล้วเครื่องยนต์ร้อนขึ้นได้ไง ? แต่ที่ผมอ่านมาคนที่เล่าก็ไม่ได้มีการทดสอบหรืออ้างอิงใดๆเสริมข้อมูลที่เขาบอก เอาหละเรามาดูกันว่าทำไมผมถึงไม่เชื่อ
     เพื่อนที่อ่านเห็นในรูปที่ 1 กับ 5 กันใช่มั้ยครับ เป็นรูปที่ผมแคปมาจากมือถือผมเองขณะมอนิเตอร์อุณหภูมิน้ำหล่อเย็นของรถผมเองขณะขับขี่โดยให้เพื่อนที่นั่งข้างๆแคปเอาไว้ เพราะผมต้องการพิสูจน์ว่ามันจริงหรือเปล่าที่เขาเล่าว่า รถผมแค่อุด EGR กับ ลบ Code ไม่มีการจูนปิดใดๆนะ

    ผลปรากฎว่า อุณหภูมิน้ำหล่อเย็นผมอยู่ที่ 89-93 องศาเซลเซียส ช่วงรถติดมีขึ้นถึง 95 องศาเซลเซียส  ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติครับ
อ้างอิงจากเว็บนี้  >> https://www.cars.com/articles/should-i-worry-about-how-hot-my-engine-is-running-1420680334271/ <<
"The normal operating temperature for most engines is in a range of 195 to 220 degrees Fahrenheit"
195F - 220 F ก็เท่ากับ 90C - 105 C โดยประมาณ เกินนี้ควรจอดดับเครื่องตรวจสอบ และก็เป็นเหตุผลว่าทำไมไม่ควรใช้น้ำเปล่าเติมหม้อน้ำ เพราะน้ำธรรมดาจุดเดือดมันอยู่ที่ 100 C โดยประมาณเพราะขึ้นอยู่กับความสูงจากระดับน้ำทะเลอีก ใครอยู่ภาคเหนือจุดเดือดของน้ำจะต่ำลงไปอีก น้ำจะกลายเป็นไอทำให้รถของท่านน้ำหม้อน้ำจะหายโดยไม่รู้ตัว
    ซึ่งจากผลทดสอบคำบอกเล่าที่ว่า "หากอุด EGR โดยไม่จูนปิด จะทำให้เครื่องยนต์ร้อนขึ้น" เป็นความเชื่อและคำบอกเล่าที่ไม่เป็นความจริงและไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะผมพิสูจน์จากรถผมเอง เพื่อนๆไม่จำเป็นต้องเชื่อผมก็ได้ ลองพิสูจน์กันดูเลยครับว่าจริงมั้ย ? ผมทำให้ดูแล้ว อิอิ

สำหรับ App OBDCarDoctor ก็ประมาณนี้ เดียวมาต่อ OBD Auto Doctor กับ EOBD-Facile
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 ม.ค. 2018, 21:10:03 โดย Wulkure »

ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
มาต่อกันอีก 2 Application คือ
- OBD Auto Doctor  (รูปที่1-3)
- EOBD - Facile  (รูปที่4-6)
   - ผมไม่ลงรายละเอียดอะไรมากละกัน เพราะมันหลักการเดียวกันเลยกับที่ผมโพสไปก่อนหน้า  การใช้งานและการตั้งค่าต่างๆคล้ายกัน ผมเลยลงรูปและหน้าตามาให้ดูคร่าวๆว่าอินเตอร์เฟสแต่ละแอพนั้นแตกต่างกันอย่างไร ซึ่ง 3 แอพที่ผมเอามาให้เพื่อนๆดูนี้ เป็นแอพฟรีที่สามารถเอามาลองใช้ดูก่อนได้หากอยากได้ฟีเจอร์อะไรเพิ่มเติมค่อยซื้อเพิ่มภายในแอพได้ โดยรวมใช้งานได้ดีครับ แต่ละแอพมีข้อจำกัดการใช้งานฟรีแตกต่างกันไป
   - แต่ข้อด้อยคือไม่สามารถสร้างเกจวัดโชว์สวยๆได้ (หรือต้องซื้อเพิ่มก็ไม่รู้นะ แต่ผมหาแล้วยังไม่เจอ) แต่แอพ  Torque Pro ,OBD Fusion ,DashCommand ผมดูรีวิวแล้วสามารถสร้างเกจด้วยตัวเองได้เลย ซึ่งนี่คือความแตกต่าง

   สรุปการใช้งาน OBD Car Wifi หรือ Bluetooth ร่วมกับแอพพลิเคชั่นบน Smartphone
 - สะดวกในการมอนิเตอร์ค่าต่างๆที่เราต้องการโดยไม่มีสายมาเกะกะ และไม่ต้องติดตั้งหรือเดินสายตัดต่ออะไรให้วุ่นวายภายในรถเลย
 - ฟีเจอร์การทำงานหากเสียเงินซื้อแอพแบบ Full option การทำงานทุกอย่างเหมือน OBD Scanner Tool ทุกอย่าง อ่านโค้ด ลบโค้ด ดูค่าพารามิเตอร์ ดูข้อมูลต่างๆ บางแอพมีฟีเจอร์วัดสมรรถนะรถของท่านได้ด้วยคือ สามารถทดสอบความเร็ว 0-100 km/h และ 80-120 km/h ว่ามีอัตราเร่งเท่าไร โชว์กราฟได้ ล็อกกิ้งดาต้าได้ ซึ่งบางอย่างเหนือกว่า OBD Scanner ราคาถูกทั่วไปด้วยซ้ำ
 - ขนาดกะทัดรัด เล็ก เหมาะในการมีติดรถ สามารถดูโค้ดเอนจิ้นที่เกิดขึ้นได้ทันที
 - เหมาะสำหรับสุภาพสตรีทั้งหลายที่มีรถ แต่ไม่ค่อยมีความรู้อะไรมากมาย แค่มีอุปกรณ์และโหลดแอพ โดยแอพพลิเคชั่นสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนไม่จำเป็นต้องมีคนสอน เหมือนเวลาท่านเล่นเฟสบุคหรือไลน์ ก็ไม่มีใครสอนเราแต่เราก็เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และด้วยความที่มันทำงานบน Smartphone มันเลยทำให้น่าสนใจและน่าดึงดูดมากขึ้น ท่านสุภาพสตรีทั้งหลายไปไหนก็ไม่ต้องกังวลแล้ว เกิดไฟเครื่องยนต์ขึ้น ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ก็สามารถตรวจเช็คเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองทันที สมกับเป็น Smart Girl ในยุค 4.0 มั้ยหละ อิอิ
  - ราคาอุปกรณ์และหากใช้แค่แอพฟรีก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วในราคาเท่านี้กับการดูแลรถยนต์ที่เรารัก
  - สามารถเฝ้าระวังศูนย์บริการที่จะลักไก่เราได้  หากเรารู้ว่า Code อะไรเกิดขึ้น เกิดขึ้นส่วนใด พอเข้าศูนย์บิลค่าบริการเขาตรวจสอบปัญหา หรือเขาแจ้งปัญหาให้เราอย่างไรสอดคล้องกันมั้ย เขาแก้ไขให้เราจริงมั้ยหรือแค่ลบโค้ด ถ้าแค่ลบโค้ดเราจะไปศูนย์บริการให้เสียเวลาทำไมจริงมั้ยครับ ? เราก็ลบเองสิ 5555
  - มีหลายกรณีที่ผู้ใช้งานเจอไฟเครื่องยนต์โชว์ แต่พอจะเข้าศูนย์บริการดันหายไปซะอย่างนั้น หรือไฟเครื่องยนต์โชว์แล้วก็หายไป แต่ก็เป็นอีก อยู่ดีๆมันก็โชว์ขึ้นมา เราสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ทันที เพราะหลายคนพอเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไปโวยวายศูนย์บริการให้เขาเช็คให้มันก็ไม่ได้ไง เพราะเขาก็ไม่รู้จะเช็คยังไงเหมือนกัน ไม่มี Code บอกเขาไงว่ามันผิดปกติอะไร นี่ก็เป็นทริกเล็กๆน้อยที่เรามองข้าม

ความเห็นส่วนตัวผมชอบมาก และมันก็เข้ากันกับยุค 4.0 ได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์ผมเลย
 สำหรับ OBD Wifi ก็จบเพียงเท่านี้ อิอิ

ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
หลังจากผมอุด EGR ไปได้สักพักก็ถึงเวลาเช็คระยะ ผมอุดตอน 15000km ตอนนี้ 20000km นิดๆละ ได้เวลาเข้าศูนย์
ทีนี้หลายคนก็คงจะกลัวว่าประกันศูนย์จะหมดใช่มั้ยครับ ผมก็กลัวเหมือนกันฮ่าๆ
หลายๆที่เขาจะแนะนำให้ถอดแผ่นอุดก่อนไปเข้าศูนย์นะถ้ากลัว แต่ผมเองก็ลังเล แต่ผมเองเลือกตัดสินใจไม่ถอดก็เข้าศูนย์มันทั้งยังงั้นแหละ
เหตุผลเพราะผมไม่ต้องการเปิดเอาเขม่าเข้าไปแม้แต่วินาทีเดียว ฮ่าๆ มีความโรคจิต อีกอย่างคือเราเข้าไปถ่ายแค่น้ำมันเครื่องอะนะ ช่างศูนย์ถ้าไม่จำเป็นเขาไม่รู้จะมาเปิดท่อ EGR ไปเพื่ออะไรอะนะ เพราะหลายท่านคงทราบดี ศูนย์มาสด้าปัจจุบันคิวยาวมาก เอาแค่ถ่ายน้ำมันเครื่องนี่ก็คงไม่มีเวลาเช็คอะไรแล้วหละ สลับยางเขาก็ยังไม่ค่อยอยากสลับให้เลยบางที่
    หลังจากช่างทำเสร็จผมก็ลุ้นนะว่าทางศูนย์จะมีพูดอะไรมั้ย ปรากฎว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ ฮ่าๆ เพราะเขาไม่ได้ไปเปิดดูไงครับ แล้วรถผมก็ไม่ได้ผิดปกติอะไร เรื่องเงียบขับรถออกมาแบบชิวๆ ประกันก็ปกติ
     กลับมาบ้านผมจึงเปิดท่อ EGR ดูเพราะแอบคิดว่าศูนย์แอบเอาแผ่นอุดเราออกป่าวว้า ฮ่าๆ สรุปแผ่นอุดผมก็ยังอยู่ปกติดีครับ (ภาพแรก)  ก็เลยตรวจสอบ EGR ตัวเองไปด้วยเลย ท่อฝั่งซ้ายเข้าอินเตอร์และภายในท่อไม่มีเขม่าเลยครับ แฮปปี้มาก
      แอบส่องเข้าไปในอินเตอร์ (ภาพที่สอง) ก็แฮปปี้เข้าไปอีกภายในไม่มีคราบเขม่าเหนียวดำเกาะเลยครับ ซึ่งผมค่อนข้างโอเคมากๆกับการอุด EGR ถ้ามองลึกเข้าไปข้างในจะเห็นคล้ายๆกรองหรือตะแกรงขาวๆ ก็ใสปิ้งเลยครับ 
อัพเดทล่าสุดเลย อิอิ  C:-)

ออฟไลน์ forfoam

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • สมาชิก ID: 10541
  • กระทู้: 11
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: สมุทรปราการ
  • ชื่อเล่น: โฟม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ขอบคุณมากครับสำหรับ กระทู้ดีๆ
ผมรบกวนขอคำแนะนำ อีกนิดนึงครับ
1.รบกวนแนะนำที่รับ อุด EGR และจูนปิดไม่ให้ไฟเครื่องยนต์โชว์หน่อยครับ
2.หลังอุดแล้ว ผมต้องซื้อ OBD2 SCANNER มาลบ code EGR ที่จะเกิดขึ้นอีกมั๊ยครับ
3.เทคนิคในการไม่ให้ประกัน ทำยังไงครับ

ออฟไลน์ Wulkure

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 15343
  • กระทู้: 130
  • พลังน้ำใจ : 6
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: moshi
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ขอบคุณมากครับสำหรับ กระทู้ดีๆ
ผมรบกวนขอคำแนะนำ อีกนิดนึงครับ
1.รบกวนแนะนำที่รับ อุด EGR และจูนปิดไม่ให้ไฟเครื่องยนต์โชว์หน่อยครับ
2.หลังอุดแล้ว ผมต้องซื้อ OBD2 SCANNER มาลบ code EGR ที่จะเกิดขึ้นอีกมั๊ยครับ
3.เทคนิคในการไม่ให้ประกัน ทำยังไงครับ
ตอบ
1. ร้านรับทำมีเยอะแยะครับผมขอไม่แนะนำแล้วกันเพราะไม่อยากเป็นการโฆษณาครับ แต่ให้ลองเข้าไปในกลุ่มเฟสบุ๊ค ห้องซื้อขาย Mazda2 Thailand Club มีคนรับทำเยอะ แล้วก็จิ้มเอาเลยว่าสนใจเจ้าไหน แต่ถ้าเซิจในกุเกิ้ลก็เจอเหมือนกัน
2. หลังอุดแล้วถ้าเป็นร้านที่ใช้ Software Disable Code EGR ออกเราไม่จำเป็นต้องซื้อครับ ร้านอุดจะปิด Code ให้หมดอยู่แล้ว ที่ผมซื้อมาเพราะในกรณีศูนย์รีเซ็ทกล่องแล้วไม่อยากกลับไปร้านที่เคยอุดครับ แล้วก็ไว้ใช้วัตถุประสงค์อื่นด้วย
3. เทคนิคไม่ให้ประกันหมด ก็ถอดแผ่นอุดก่อนไปเข้าศูนย์แค่นั้นแหละครับ ฮ่าๆ พอกลับบ้านมาก็ใส่แผ่นอุดเหมือนเดิม ใช้บล็อกเบอร์ 8 กับ 10 ถอดครับ

Tags: