ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/Mazda2ThailandClub/
ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Mazda2Thailand พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถยนต์ วงเงินสูงสุด สมัครง่าย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน  (อ่าน 1000 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 19537
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม

6 วิธีปกป้องรถจากกองทัพแมลงสาบ ปิดความเสี่ยงอุบัติเหตุบนท้องถนน

     ผู้เชี่ยวชาญด้านกำจัดสัตว์รบกวน แนะวิธีปกป้องรถจากการรุกรานของแมลงสาบ ไม่ให้พวกมันเข้าไปหลบซ่อนภายในรถแล้ว แสดงตัวออกมาทำให้เจ้าของรถตกใจจนเกิดอุบัติเหตุได้

     เว็บไซต์สเตรทส์ไทม์ (Straitstimes) รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถยนต์มาสด้าสีแดงของหญิงวัย 61 ปี พุ่งขึ้นชนตีนสะพานลอยริมถนน หน้ารถพังเสียหาย เหตุเกิดย่านจูหล่งอีสต์ เซนทรัล ประเทศสิงคโปร์ โชคดีที่คนขับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ มาจาก 'แมลงสาบ' ที่อยู่ๆ ไต่มาจากไหนไม่ทราบ ทำให้หญิงคนดังกล่าวตกใจ สูญเสียการควบคุมพวงมาลัยรถ จนขับรถพุ่งขึ้นไปชนกับสะพาน

    เหตุการณ์นี้ ทำให้หลายคนคิดหาวิธีป้องกันไม่ให้แมลงสาบเข้ามาพักอาศัยในรถ

 

     ปัญหานี้มีคำตอบ เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านกำจัดสัตว์รบกวนของสิงคโปร์แนะ 6 วิธีง่ายๆ ไว้ปฏิบัติกัน

     1. หลีกเลี่ยงการนำอาหารขึ้นไปกินบนรถ ตามที่บริษัทกำจัดสัตว์รบกวน 'เรนโตคิล สิงคโปร์' บอกไว้ว่า แมลงสาบกับอาหารเป็นของคู่กัน การทิ้งเศษอาหาร, ภาชนะใส่อาหารไว้บนรถจำนวนมาก จะสิ่งกลิ่นให้แมลงสาบแวะมาเยี่ยมเยียนในรถได้แล้ว 

     แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องกินอาหารบนรถ โดยเฉพาะรถคันที่มีเด็กนั่งด้วย ก็จำเป็นต้องทำความสะอาดอย่างถี่ถ้วนทุกครั้งหลังจากนั้น และการที่เหล่าแมลงสาบชื่นชอบสิ่งแวดล้อมที่ชื้นๆ ดังนั้นเมื่อทำอาหารหกหรือหล่นในรถขอให้รีบเช็ดทำความสะอาดทันที

     2. ทำความสะอาดและจัดระเบียบภายในรถเป็นประจำ เพราะการทำความสะอาดรถเป็นประจำ คือวิธีหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้แมลงสาบมาอาศัยอยู่ภายในรถ โดยเฉพาะบริเวณพรม, ช่องว่างระหว่างเบาะที่นั่ง, และช่องวางของข้างประตู

     นอกจากเช็ดถูทำความสะอาดแล้ว ยังมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกำจัดสัตว์รบกวนด้วยว่าควรใช้เครื่องดูดฝุ่นร่วมด้วย เพราะแมลงสาบส่วนใหญ่ชอบซ่อนตัวและทำรังภายในซอกต่างๆ ของรถ เช่น ฝากระโปรงหลังรถ จัดเก็บสิ่งของในกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด นอกจากนี้แมลงสาบยังสามารถย้ายตัวเองจากสิ่งของหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างติดมากับถุงจ่ายตลาด เจ้าของรถอาจต้องตรวจดูก่อนว่าไม่มีเจ้าแมลงนี้ติดมาด้วย

3. หลีกเลี่ยงการจอดรถใกล้กับถังขยะ หรือฝาท่อน้ำทิ้ง บรรดาเจ้าของรถควรหลีกเลี่ยงจอดรถของท่านใกล้กับแหล่งกำเนิดหรือเพาะพันธุ์แมลงสาบ เช่น ถังขยะ, หรือท่อน้ำทิ้งและสิ่งปฏิกูล แมลงสาบสามารถเข้าสู่ภายในตัวรถของท่านได้จากท่อเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักการเดินทาง ดังนั้นก่อนจอดรถในบริเวณที่กล่าวมาข้างต้น ขอให้เจ้าของรถมั่นใจว่า หน้าต่าง, ประตู, ท่อแอร์ ปิดสนิทเรียบร้อยแล้ว

     4. ระมัดระวังการใช้สารเคมีกำจัดแมลง ถึงแม้การใช้สารเคมีกำจัดแมลงจะเป็นวิธีที่รวดเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของรถพึงระวังคือ ระวังอย่าเข้าไปอยู่ภายในรถขณะใช้ เพราะสารเคมีในยากำจัดแมลงสามารถติดไฟได้ อีกทั้งยังเป็นอันตรายกับมนุษย์และสัตว์เลี้ยง หรือจะเลี่ยงการใช้สารเคมี ด้วยการนำกับดักแมลงสาบไปวางไว้ใต้เบาะที่นั่ง ก็สามารถช่วยดักจับได้อีกวิธีหนึ่ง

     5. ใบเตย มีช่วงหนึ่งที่คนไทยฮิตวางใบเตย 1 กำไว้ด้านหลังเบาะผู้โดยสาร ที่สิงคโปร์ก็ทำเหมือนกัน แต่พวกเขาเชื่อว่า กลิ่นของใบเตยช่วยไล่แมลงสาบได้ เรื่องนี้ 'ดร. ชาน เฮียง เฮา' นักกีฏวิทยา ของเรนโตคิล บอกว่า ใบเตยไม่ได้ฆ่าแมลงสาบ ช่วยเพียงป้องกันเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดควรเช็ดใบเตยให้แห้ง เนื่องจากใบเตยสามารถเป็นอาหารของแมลงสาบและแมลงอื่นๆ ได้

     6. เห็นแมลงสาบเพียงตัวเดียว อาจมีอีกเป็นฝูงภายในรถ ตามสถิติจากการกำจัดแมลงรบกวนของบริษัท เพสต์บัสเตอร์ ในสิงคโปร์บอกไว้ว่า การพบเห็นแมลงสาบในเวลากลางวัน อาจเป็นปัญหาใหญ่ตามมาได้ เพราะแมลงสาบ 1 ตัวที่เห็น อาจหมายถึงอีกเป็นสิบหรือเป็นฝูงเลยก็ได้ เพราะนิสัยของแมลงสาบนั้นจะออกอาหารในเวลากลางคืน แต่ถ้ามันออกมาเดินเล่นตอนกลางวันภายในรถ นั่นอาจหมายถึงรถของคุณคือรังที่อยู่อาศัยของพวกแมลงสาบก็เป็นได้

     อีกทั้งยังพบสถิติว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ชาวสิงคโปร์ 5-10% เรียกใช้บริการบริษัทกำจัดแมลง เนื่องจากพบแมลงสาบเข้าไปอาศัยในรถจำนวนมาก

 





สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Mazda2Thailand พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 19537
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า พร้อมวิธีแก้ไข

 ฝ้ากระจกรถยนต์ สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะอุณหภูมิของอากาศกับความชื้นภายนอก และภายในต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นได้เมื่อเกิดอากาศหนาวเย็น ฝนตก หรือในตอนเช้าๆ

      หากเกิดฝ้าขึ้นที่กระจกหลังก็คงจะไม่ต้องเป็นห่วงเท่าไรนัก เพราะที่กระจกหลังจะมีตัวไล่ฝ้าติดอยู่ เมื่อต้องใช้งานก็เพียงแค่กดปุ่มไล่ฝ้า เท่านี้ฝ้าที่กระจกหลังก็จะค่อยๆ หายไป

      ส่วนฝ้าที่เกิดกับกระจกบานหน้า และกระจกด้านข้าง ให้สังเกตดูก่อนว่า เกิดฝ้าขึ้นภายใน หรือภายนอกรถ เพราะหากเกิดฝ้าที่ด้านนอก แสดงว่าอุณหภูมิภายในรถเย็นกว่าภายนอก แต่ถ้าเกิดฝ้าภายในห้องโดยสาร แสดงว่าอุณหภูมิภายนอกเย็นกว่าภายในนั่นเอง

 ฝ้ากระจกรถยนต์ สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะอุณหภูมิของอากาศกับความชื้นภายนอก และภายในต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นได้เมื่อเกิดอากาศหนาวเย็น ฝนตก หรือในตอนเช้าๆ

      หากเกิดฝ้าขึ้นที่กระจกหลังก็คงจะไม่ต้องเป็นห่วงเท่าไรนัก เพราะที่กระจกหลังจะมีตัวไล่ฝ้าติดอยู่ เมื่อต้องใช้งานก็เพียงแค่กดปุ่มไล่ฝ้า เท่านี้ฝ้าที่กระจกหลังก็จะค่อยๆ หายไป

      ส่วนฝ้าที่เกิดกับกระจกบานหน้า และกระจกด้านข้าง ให้สังเกตดูก่อนว่า เกิดฝ้าขึ้นภายใน หรือภายนอกรถ เพราะหากเกิดฝ้าที่ด้านนอก แสดงว่าอุณหภูมิภายในรถเย็นกว่าภายนอก แต่ถ้าเกิดฝ้าภายในห้องโดยสาร แสดงว่าอุณหภูมิภายนอกเย็นกว่าภายในนั่นเอง




ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 19537
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
รู้ยัง! เปลี่ยนแผ่นพลาสติกในแผงประตูเสริมความเงียบได้

เสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่ หรือรถเก่า ซึ่งส่วนใหญ่หากเป็นรถใหม่ สาเหตุที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะวัสดุที่นำมาผลิตรถยนต์ถูกลดต้นทุนลงไป จึงทำให้เกิดเสียงรบกวนขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก มีเสียงเพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น หากซีเรียสมากๆ ก็จัดการแดมป์เก็บเสียงไปเลย

     แต่สำหรับรถเก่าที่มีอายุอานามประมาณ 10 ปีขึ้นไป บางอย่างอาจเสื่อมสภาพ จนทำให้มีเสียงรบกวนเข้ามาภายในห้องโดยสารมากมาย ขับแรงขับเบาก็มีเสียงรบกวนดังตลอดเวลา ลองมาแก้ปัญหาด้วยการ เปลี่ยนแผ่นพลาสติกในแผงประตู เสริมความเงียบ กันดีกว่า ซึ่งวิธีการทำก็ง่ายๆ คุณสามารถทำเองได้ ส่วนอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก สามารถหาซื้อได้ทั่วไป



     อุปกรณ์

1. กรรไกร และคัตเตอร์
2. ไขควง
3. กาวยาง
4. พลาสติกใส 1x1.5 เมตร 2 หรือ 4 แผ่น (สำหรับรถ 2 หรือ 4 ประตู)
5. พลาสติกกันกระแทก 1x1.5 เมตร 2 หรือ 4 แผ่น (สำหรับรถ 2 หรือ 4 ประตู)

     



     วิธีเปลี่ยนแผ่นพลาสติกในแผงประตู

1. ขันน็อตที่แผงประตูออกทั้งหมด และยกแผงประตูออกมาเก็บไว้ (ดูจุดขันน็อตแผงประตูที่คู่มือประจำรถรุ่นนั้นๆ)
2. แกะแผ่นพลาสติกอันเก่าที่แผงประตูออกมา และทำความสะอาดคราบกาวอันเก่าให้เรียบร้อย
3. นำกาวยางมาทาที่แผงประตู เน้นบริเวณที่เป็นขอบประตู หรือรอยกาวอันเก่า จากนั้นนำพลาสติกใสแปะเข้าไป จัดวางองศาให้ดี และอย่าลืมเจาะรูเผื่อไว้สำหรับต่อสวิทช์กระจกไฟฟ้าด้วย
4. ให้ทากาวยางที่พลาสติกใสอีกครั้งตามรอยเดิม เสร็จแล้วจึงติดพลาสติกกันกระแทกเข้าไปเสริมอีกชั้นหนึ่ง
5. ปล่อยทิ้งไว้สักครู่ และตรวจเช็กอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยประกอบแผงประตูกลับเข้าที่เดิมให้เรียบร้อย

     เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเสร็จเรียบร้อย ภายในห้องโดยสารของคุณจะเงียบมากขึ้น สามารถลดเสียงลม และเสียงรบกวนได้มากโข แถมยังใช้เงินในการทำไม่เยอะ และเสียเวลาไม่มากอีกด้วย

 


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 19537
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ฝาหม้อน้ำ ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มีความสำคัญมากกว่าที่คิด

บางคนอาจเคยเจอปัญหาเครื่องยนต์ผิดปกติ เพราะมีความร้อนขึ้นสูง แต่หาสาเหตุเท่าไหร่ก็หาไม่เจอสักที จริงๆ แล้วมันอาจเป็นเพราะ "ฝาหม้อน้ำ"

     หลายๆ คนอาจคิดว่าฝาหม้อน้ำมีไว้เพื่อปิดหม้อน้ำเฉยๆ ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากมาย แต่หน้าที่หลักๆ ของมันก็คือ ควบคุมแรงดันภายในหม้อน้ำให้มีความคงที่ ตามตัวเลขแรงดันที่ระบุเอาไว้บนฉลากที่ติดอยู่กับฝาหม้อน้ำนั่นเอง

     สำหรับสาเหตุที่ทำให้ฝาหม้อน้ำมีปัญหา มีอยู่ 2 ข้อหลักๆ ดังนี้

1. วาล์ว และสปริงเป็นสนิม เนื่องจากหม้อน้ำมีความสกปรกจนทำให้เกิดสนิม
2. แผ่นยางเล็กๆ ใต้ฝาหม้อน้ำเสื่อมสภาพ หมดอายุการใช้งาน จนทำให้เกิดการฉีกขาด แข็ง เปราะ หรือเสียหาย ฯลฯ

     ฝาหม้อน้ำก็เหมือนชิ้นส่วน หรืออะไหล่อุปกรณ์ทั่วไป เมื่อใช้ไป 3 - 4 ปี หรือทุกๆ 40,000 - 50,000 กิโลเมตรก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ เนื่องจากยางกันรั่วด้านใน และสปริงแรงดันสูง รวมไปถึงสปริงสุญญากาศ จะเกิดการเสื่อมสภาพ เพราะต้องอยู่กับความร้อนนานๆ นั่นเอง



     ส่วนราคาค่าตัวฝาหม้อน้ำก็ไม่แพงอย่างที่คิด แม้จะเบิกแท้ของศูนย์ฯ ก็ตาม ไม่เช่นนั้นแล้วมันอาจจะเกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์ส่วนอื่นๆ ตามมา คราวนี้อาจจะต้องเสียเงินเพิ่มมากกว่าแค่ฝาหม้อน้ำแน่ๆ

 

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 19537
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ท่อไอเสียรั่ว มีอาการเป็นอย่างไร?

     ท่อไอเสียรั่ว ปัญหาที่ดูแล้วอาจเกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าเมื่อใดที่เกิดปัญหานี้ขึ้นมา คุณควรที่จะรีบนำรถยนต์ไปแก้ไข ซ่อมแซม เพราะหากปล่อยไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

     บางคนอาจคิดว่าแค่ท่อรั่ว คงไม่ร้ายแรงเท่าไรนัก แต่ผมกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่น้อยๆ อย่างที่คิด ทั้งในเรื่องของการรบกวนผู้อื่น และสุขภาพของคุณเอง

     สำหรับอาการของท่อไอเสียรั่ว จะมีอยู่หลักๆ ดังนี้

     1. รถไม่มีกำลัง อืด วิ่งไม่ออก เหยียบแล้วไม่พุ่งเหมือนเดิม
     2. เสียงดังผิดปกติ ดังกว่าเดิม และผิดเพี้ยนไปจากที่เคยเป็น
     3. ควัน และกลิ่นเข้าห้องโดยสาร ซึ่งอาจทำให้มีอาการปวดหัว ง่วงนอน มึนงง และอาจเสียชีวิตได้ เพราะก๊าซคาร์บอนฯ ที่รั่วไหลเข้ามา



     สุดท้ายนี้ หากรถยนต์ของคุณเกิดอาการตามที่กล่าวมา คุณควรรีบนำรถไปซ่อมแซมโดยเร็ว อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะค่าซ่อม ค่าเชื่อม ไม่ได้แพงอย่างที่คิด แต่ถ้าอาการหนักมากๆ ก็ยอมควักเงินเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เปลี่ยนท่อเส้นใหม่ไปเลย จะได้ไม่มีปัญหาตามมากวนใจทีหลัง

 

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 19537
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปทุมธานี
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ที่ปัดน้ำฝนเสียงดัง สาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร

เริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าฝน การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากคุณขับรถไปแล้วเกิดปัญหาระหว่างทางที่ฝนตก มันคงจะน่าหงุดหงิดไม่น้อย

      ซึ่งปัญหาหนึ่งที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำและถือเป็นตัวช่วยสำคัญเมื่อเจอกับพายุฝนกระหน่ำตกมาแบบแรงๆ เม็ดใหญ่ๆ นั่นก็คือ ที่ปัดน้ำฝน

      ส่วนใหญ่ยางที่ใช้ปัดน้ำฝนจะมีอายุการใช้งาน 1 ปี เมื่อครบรอบ หรือก่อนจะเข้าหน้าฝนก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ เพราะหากยังฝืนใช้งานต่อไป ที่ปัดน้ำฝนจะเกิดเสียงดัง และปัดไม่สะอาดหมดจดเหมือนตอนแรก

      สำหรับสาเหตุที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนเกิดเสียงดัง มีอยู่ดังนี้

1. เนื้อยางที่ปัดน้ำฝนแข็งขึ้น-เสื่อมสภาพ
2. ตัวยางที่ปัดน้ำฝนกับกระจกเกิดความฝืด
3. แรงกดระหว่างยางที่ปัดน้ำฝนกับกระจกมีมากเกินไป



      นอกจากนี้ การดูแลที่ปัดน้ำฝนก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ แถมยังเป็นเรื่องง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่นำผ้าไปชุบน้ำบิดหมาดๆ แล้วรูดไปที่ยางปัดน้ำฝนให้ทั่วก็เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นคุณควรดูแลที่ปัดน้ำฝนให้ดี หรือเปลี่ยนใหม่ทันทีเมื่อยางปัดเสื่อมสภาพ จะได้ไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดทีหลัง