ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
tisco2
สนใจติดต่อลงแบนเนอร์โฆษณา หรือปักหมุดกระทู้ คลิกที่นี่

-->
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/Mazda2ThailandClub/
ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Mazda2Thailand พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ผู้เขียน หัวข้อ: เคลือบแก้วเซรามิก Albatros แบบทากึ่งพ่น Mazda2 Club  (อ่าน 20923 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ nanabenjamas@gmail.com

  • สมาชิกใหม่
  • สมาชิก ID: 10865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: หญิง
  • จังหวัด: กทม.
  • ชื่อเล่น: นาวา
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Mazda2Thailand พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ยังมารับบริการกันอย่างต่อเนื่องนะครับ

ออฟไลน์ Mean

  • สมาชิกใหม่
  • สมาชิก ID: 13360
  • กระทู้: 2
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพ
  • ชื่อเล่น: มีน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม

ออฟไลน์ nutsystem

  • สมาชิก 100 ไมล์
  • ******
  • สมาชิก ID: 13382
  • กระทู้: 119
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: เพชรบุรี-ราชบุรี
  • ชื่อเล่น: นัท
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เคลือบครั้งเดียว อยู่ได้ถึง 5 ปี เลยหรือครับ

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เคลือบครั้งเดียว อยู่ได้ถึง 5 ปี เลยหรือครับ

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์สามารถยึดเกาะได้ 5ปีขึ้นไปใช่ครับ แต่ก็ขึ้นอยู่ที่การใช้งาน และการบำรุงรักษาด้วยครับ ไม่ใช่ว่าจะไม่ต้องดูแลอะไรเลยตลอด 5 ปีครับ








ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เลือกโปรแกรมเคลือบแก้วอย่างไรดี



สำหรับท่านที่กำลังสนใจที่จะทำ เคลือบแก้ว สิ่งที่สำคัญก็คือ เรื่องของการหาข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการปกป้องเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการเอารถไปรับบริการ หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของการเลือก ศูนย์บริการเคลือบแก้ว ว่าเราควรเลือกใช้บริการที่ไหนดี และดูเรื่องของ โปรแกรมเคลือบแก้ว ว่าโปรแกรมไหนเหมาะสมและน่าพอใจมากที่สุด ตอบสนองความต้องการของเรามากที่สุด
อย่างไรก็ตาม หลายๆท่านที่ทำ เคลือบแก้ว เสร็จเรียบร้อยแล้ว อาจมีผลลัพธ์ต่างกันในเรื่องความพึงพอใจ บางคนรู้สึกว่าได้รับประโยชน์จากการ เคลือบแก้วรถยนต์ เป็นอย่างมาก แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกว่าทำออกไปแล้ว ไม่เห็นมีผลอะไร สิ่งเหล่านี้เกิดจากประเด็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ทั้งจากตัวลูกค้าเอง และจากศูนย์บริการที่ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน… ทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาด ความคาดหวังของลูกค้าไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นจริง

 

สิ่งที่ลูกค้าเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการทำเคลือบแก้ว

1. เข้าใจว่าเคลือบแก้วรถยนต์ แล้วสามารถปกป้องได้ทุกอย่าง ประมาณ… ปกป้องได้ทั้งจักรวาล จึงไม่ได้ดูแลรักษาอะไรเลย ปล่อยให้ รถเคลือบแก้ว เผชิญชะตากรรมอย่างสมบุกสมบันเต็มที่ อันนี้แน่นอนว่าเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ขนาดนั้น หลังจากการรับบริการแล้วเราก็ยังต้องมีการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ทั้งตัวเจ้าของผู้ใช้รถเอง และการไปรับบริการตามระยะเวลาที่ทางศูนย์จัดไว้ให้ ซึ่งส่วนนี้จะได้รับการดูแลมากน้อยแค่ไหนและอย่างไรก็อยู่ที่ โปรแกรมเคลือบแก้ว ที่เราเลือกใช้บริการ
2. สภาพการใช้งานรถที่แตกต่างกันก็ทำให้ผลที่เกิดขึ้นกับรถมีความแตกต่างกัน เช่น การจอดตากแดดบ่อยแค่ไหน ขับรถออกต่างจังหวัดบ่อยหรือไม่ พูดง่ายๆ ก็คือ การใช้งานเป็นไปอย่างหนักเบาแค่ไหน มีผลทำให้สภาพรถมีความแตกต่างกันหลังจากทำ เคลือบแก้ว ออกไป
3. การเลือกโปรแกรมเคลือบแก้ว เลือกร้าน มีการนำเสนอการบำรุงรักษาหลังการทำไม่เหมาะสมกับการใช้งานในสไตล์ของเจ้าของผู้ใช้รถอย่างเต็มที่

 

สิ่งเหล่านี้อาจเกิดจากผู้ประกอบการที่เป็น ศูนย์บริการเคลือบแก้ว ด้วย เช่น

1. ผู้ให้บริการ เคลือบแก้ว ไม่ได้ให้ข้อมูลลูกค้าที่ทำให้เข้าใจอย่างถูกต้องชัดเจนตามความเป็นจริง หวังเพียงผลประกอบการ หรือเน้นการขายโปรแกรมเคลือบแก้วของตนเองเป็นหลัก
2. แนะนำโปรแกรมบริการที่อาจจะไม่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้า รถใช้งานหนักเบาแตกต่างกัน ต้องเลือกโปรแกรมเคลือบแก้วที่แตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะหรือสไตล์การใช้งานจริงของลูกค้า
3. ผู้ให้บริการขาดเทคนิคในการดูแลหลังการขายที่ถูกวิธีในแต่ละประเภทสี หรือการใช้งานที่แตกต่างของลูกค้า

 

ขยายความอีกนิดคือการเลือก โปรแกรมเคลือบแก้ว ที่เหมาะกับการใช้งานมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้า ซึ่งปัญหาเหล่านี้ มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ แบบที่มองเห็น และมองไม่เห็น

 

ปัญหาที่มองเห็น คนที่ไม่ค่อยได้ใส่ใจในการดูแลรถเป็นประจำ แต่ใช้งานรถหนัก จอดในที่เสี่ยง แต่กลับเลือกโปรแกรมเคลือบแก้วที่มีคุณภาพไม่สูง เนื่องจากเป็นการทำ เคลือบแก้ว แบบทำตามกระแสเห็นเขาทำก็อยากมี รถเคลือบแก้ว กับเขาบ้าง โดยขาดความเข้าใจ ดังนั้นเมื่อทำออกมาระยะหนึ่ง มลภาวะก็กลับมาเล่นงานได้ จึงอาจเห็นว่า เคลือบแก้ว ที่ทำมานั้นไม่ได้ช่วยปกป้องอะไรได้มากสักเท่าไหร่ หรือบางคนก็เข้าใจว่ามันดีแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น

 

ปัญหาที่มองไม่เห็น คือ คนที่ใส่ใจในเรื่องการดูแลรถเป็นพื้นฐานมาแต่เดิม แต่ไม่ค่อยได้ใช้รถ กลับไปเลือกที่จะจ่ายแพงๆ ในการเลือก โปรแกรมการทำ เคลือบแก้ว เพราะขาดความเข้าใจเช่นเดียวกัน นั่นก็ทำให้กลายเป็นการลงทุนที่เกินความจำเป็น พูดง่ายๆ คือ จ่ายแพงแต่ตัวเองใช้ไม่คุ้ม เลือกโปรแกรม ที่เกินความจำเป็น

 

ดังนั้น สิ่งที่ผู้สนใจจะทำ เคลือบแก้ว จะต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติมก็คือ โปรแกรมเคลือบแก้ว และการดูแลหลังการขายที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเราเอง โดยการขอรับคำปรึกษาจากผู้ให้บริการที่มีทักษะและรู้จริงเท่านั้น

 

และหากว่าได้ดูแล รถเคลือบแก้ว อย่างเหมาะสมแล้ว คุณสมบัติ ความเงางามต่างๆ จะยังคงอยู่แทบไม่ต่างจากการทำเคลือบแก้วออกไปวันแรกเลย ซึ่งสามารถชมได้จากคลิปด้านล่าง ซึ่งจะแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า รถที่ผ่านการ เคลือบแก้ว มาแล้วนานถึง 2 ปี ยังมีประสิทธิภาพในการปกป้องดีอยู่อย่างไร

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=YXHd6-rBmRo" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=YXHd6-rBmRo</a>

ดังนั้นหากต้องการให้ได้ผลการปกป้องที่สมบูรณ์กับรถของเรา การเลือก โปรแกรมในการ เคลือบแก้ว เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก และควรเลือก โปรแกรมเคลือบแก้ว ที่สอดคล้องกับการใช้งานของเราด้วย เพื่อให้ได้ผลีที่สุดคุ้มค่ามากที่สุด

ที่มา :
https://albatroscarcare.com/2016/12/03/glass-coating_023/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 ธ.ค. 2016, 10:14:05 โดย top911 »

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ขี้นกทำลายสีรถลึกกว่าที่คิดถ้ายังไม่ได้ทำเคลือบแก้ว



         การใช้งานรถยนต์ย่อมเจอเรื่องสิ่งสกปรกที่ทำให้รถเปรอะเปื้อนได้เป็นประจำ ทั้งจากฝุ่นผงที่มีอยู่ทั่วไป โคลน ซากแมลง และเขม่าควันที่ลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วพอเราทำความสะอาดก็จะหลุดออกไป แต่อย่างไรก็ตามมีคราบสกปรกบางอย่างที่เราไม่สามารถปล่อยเอาไว้นานได้ เพราะมันมีผลทำลายสีรถอย่างรุนแรง และหนึ่งในคราบสกปรกที่น่ากลัวและเป็นอันตรายต่อสีรถเป็นอย่างมากก็คือ ขี้นก มันไม่เพียงแค่ดูแล้วน่าเกลียดและมีเชื้อโรค แต่ยังส่งผลเสียหายต่อสีรถได้อย่างรุนแรงหากเราไม่รีบจัดการ โดยเฉพาะรถที่ยังไม่ได้ทำการ เคลือบแก้ว เพื่อปกป้องสีรถเอาไว้

 

อันตรายของขี้นกที่เกิดขึ้นกับสีของรถยนต์ ที่ยังไม่ได้เคลือบแก้ว

          ขี้นกในส่วนที่มีผลทำลายรุนแรงจะเป็นส่วนที่มีสีขาว สีขาวนั้นเราเรียกว่า ยูเรต ซึ่งมันจะมีผลึกของกรดยูริกเป็นส่วนประกอบหลัก กรดยูริกที่ว่านี้มีความเข้มข้นสูง มีผลในการกัดกร่อน ดังนั้นเมื่อมันมาติดอยู่บนชั้นสีของรถ มันจึงไม่ต่างกับการที่มีน้ำกรดมาติดอยู่กับสีรถของเราเลย และจะสังเกตได้ว่ารถบางคันที่ทิ้งให้ขี้นกเกาะติดอยู่เป็นเวลานานๆ อาจจะมีผลรุนแรงถึงขนาดที่ทำให้ชั้นสีเสียหายหนักและลึกลงไปถึงชั้นของสีรองพื้นได้เลยทีเดียว และบางครั้งแม้แต่การปล่อยให้ขี้นกติดบนสีรถเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในรถที่ยังไม่เคยทำ เคลือบแก้ว มันก็สามารถทำให้เกิดคราบฝังลึกจนเห็นได้อย่างชัดเจน แม้จะล้างออกก็เหลือให้เห็นเป็นรอยคราบด่างๆ ที่ขัดออกไม่หมด เพราะมันเสียหายลงไปลึกถึงชั้นสีแท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องจอดรถเอาไว้กลางแดด ความร้อนที่เกิดขึ้นนั้นก็จะยิ่งเร่งปฏิกิริยาการกรัดกร่อนให้เกิดได้เร็วมากยิ่งขึ้น

          การทำเคลือบแก้วนั้นสามารถช่วยในเรื่องการปกป้องชั้นสี ไม่ให้ขี้นกทำลายได้เป็นอย่างดีระดับหนึ่ง เนื่องจาก รถเคลือบแก้ว จะมีชั้นฟิล์มใสปกคลุมสีแท้ของรถเอาไว้ ซึ่งมันจะช่วยชะลอการกัดกร่อนที่เกิดจากกรดในขี้นกเอาไว้ได้ชั่วคราว อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในเรื่องของความลื่น ที่เกิดจากการทำ เคลือบแก้ว ก็จะทำให้การทำความสะอาด หรือการเคลียร์ขี้นกออก ทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ทำให้ไม่เกิดรอยคราบที่สีรถได้ง่ายๆ

          อย่างไรก็ตามการ เคลือบแก้ว รถเอาไว้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องขี้นกได้อย่างสมบูรณ์เต็ม 100% เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานๆ มันก็สามารถกัดกร่อนได้อยู่ แต่แน่นอนว่าดีกว่ารถที่ยังไม่ทำให้เป็น รถยนต์เคลือบแก้ว แน่นอน อย่างน้อยเป็นการชะลอไม่ให้ขี้นกเล่นงานชั้นสีได้โดยตรงอย่างรวดเร็วมีชั้นฟิล์มใสที่มีความแข็งและลื่นปกป้องเอาไว้ ดังนั้นแม้จะทำ เคลือบแก้วรถยนต์ ไปแล้ว แต่หากเห็นว่ารถเรามีขี้นกติดอยู่ ก็ควรที่จะต้องรีบชะล้างคราบขี้นำเหล่านั้นออกไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็จะทำได้ง่ายกว่ารถที่ยังไม่ได้ทำการเคลือบ ชำระล้างออกได้อย่างรวดเร็วและหมดจดกว่า ลดภาระความยุ่งยากในการทำความสะอาดของเรา และทำให้มั่นใจได้มากขึ้นว่าจะไม่เกิดรอยจากการกัดกร่อนของขี้นกได้โดยง่าย…


ที่มา:
https://albatroscarcare.com/2016/12/02/glass-coating_022/

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เคลือบแก้วทนแสงแดดได้ดีแค่ไหน


          เป็นเรื่องจริงที่ว่ามีความเข้าใจผิดเรื่องประสิทธิภาพในการปกป้องหลังจากรถได้ผ่านการทำ เคลือบแก้ว มาแล้ว ว่ามันจะต้องทนทานราวกับได้รับการหุ้มเกราะ สามารถต่อต้านสรรพสิ่งได้อย่างไม่มีขีดจำกัด เรื่องนี้อาจจะเกิดจากการรับฟังสรรพคุณที่เป็นเรื่องของงานขาย ที่เขาเน้นโชว์ประสิทธิภาพในเชิงโฆษณา ซึ่งแน่นอนว่าเวลาเล่าไปมันอาจจะมีใส่อารมณ์เติมสีตีไข่ให้เกินจริงไปบ้าง และบางส่วนอาจจะบอกไม่หมด ก็เลยออกมาแนว รถยนต์เคลือบแก้ว ทนทานสุดบรรยาย รับได้ทุกสรรพสิ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้ถึงขนาดเป็นเกราะวิเศษปกป้องอะไรขนาดนั้น แต่ต้องยอมรับอยู่ว่า รถเคลือบแก้ว เหนือกว่ารถที่ไม่ได้ทำการเคลือบปกป้องมาแน่นอน แต่มีเรื่องหนึ่งที่เป็นข้อกังขา นั่นก็คือเรื่องของการปกป้องรถจากแสงแดด มีการถกเถียงกันอยู่ว่าตกลงการ เคลือบแก้ว ปกป้องแบบนี้สามารถช่วยปกป้องรถจากแสงแดดได้จริงหรือไม่

รถเคลือบแก้ว ไม่กลัวแสงแดดจริงหรือ

         หากบอกว่า รถเคลือบแก้ว มาแล้วจอดตากแดดได้ไม่เป็นไร ไม่กลัวร้อน คงเป็นเรื่องที่… ไม่จริง เพราะการ เคลือบแก้ว ไม่ได้เป็นการป้องกันรถจากแสงแดดที่ส่องลงมาแผดเผาโดยตรง แต่หากถามว่าช่วยเรื่องสีรถไม่ให้ซีดจางอย่างรวดเร็วเมื่อโดนแสงแดดหรือไม่ เรื่องนี้จริงและสามารถทำได้ ทั้งนี้เนื่องจากที่ผิวของรถจะมีชั้นของ น้ำยาเคลือบแก้ว ที่กลายเป็นฟิล์มเคลือบเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมันมีความหนาและมีความมันเงา สามารถสะท้อนแสง และป้องกันไม่ให้แสงแดดลงไปถึงชั้นสีแท้ได้โดยตรง ดังนั้นมันจึงสามารถชะลออาการสีซีดจางที่เกิดจากแสงแดดได้ดีกว่ารถที่ไม่ผ่านการเคลือบปกป้อง แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถรับมือกับแสงแดดได้จนถึงขนาดที่ว่าเราอยู่ในรถแล้วไม่ร้อน หรือ ความร้อนไม่ส่งผ่านเข้าไปเล่นงานอุปกรณ์ภายในแต่อย่างใด ส่วนที่เป็นยางหรือ พลาสติกยังเกิดปัญหาเสื่อมสภาพเร็วและแตกกรอบได้ง่ายอยู่ ดังนั้นต่อให้เป็น รถยนต์เคลือบแก้ว มาแล้วทางที่ดีก็ควรจะหาที่จอดในร่มก็ย่อมจะดีที่สุด

          แต่อย่างไรก็ตามในการใช้งานรถทั่วไป การหาที่ร่มจอดไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ การทำ เคลือบแก้ว ไว้ ช่วยลดปัญหาเรื่องแสงแดดได้ส่วนหนึ่ง และสิ่งที่ได้มากกว่าก็คือ การลดปัญหาเรื่องการเกาะติดของสิ่งสกปรกที่มันสามารถแห้งและแข็งเกาะติดผิวสีของรถได้ง่ายในเวลาที่แดดร้อน ไม่ว่าจะเป็นดินโคลน มูลนก ยางไม้ ซึ่งแต่ละอย่างจะเกาะแน่นยิ่งขึ้นเมื่อมันแห้งสนิทและทำให้ทำความสะอาดได้ยาก แต่หากเป็น รถเคลือบแก้ว คราบสกปรกเหล่านี้จะสามารถจัดการทำความสะอาดได้ง่ายกว่า ล้างทำความสะอาดแล้วกลับมาสดใสเหมือนเดิม ไม่เกิดรอยคราบฝังแน่นให้รถเกิดเป็นริ้วรอยแสดงออกถึงความเสียหาย

          ที่สำคัญก็คือ การนำเอารถไปรับการตรวจสภาพและรับบริการเพิ่มเติมตาม โปรโมชั่นหรือตามโปรแกรมที่เราได้ทำกับทางร้านมา ก็จะช่วยยืดอายุการปกป้องของสาร เคลือบแก้ว ที่ผิวรถให้อยู่ได้นานยิ่งขึ้น รถเคลือบแก้ว ของเราก็จะสวยเงางามอยู่ทนมากกว่า และลดปัญหาเมื่อใช้กลางแจ้งที่เจอแสงแดดได้ดังที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเอง

ที่มา :
https://albatroscarcare.com/2016/12/05/glass-coating_026/

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
รถสีดำเหมาะจะทำเคลือบแก้วหรือเปล่า



          รถสีดำ เป็นรถที่ให้ความรู้สึกสวยเท่และมีสไตล์ เป็นรถที่มีบุคลิกเคร่งขรึมและมีเสน่ห์ จึงเป็นที่ได้รับความนิยมเลือกซื้อมาใช้งานเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีคำถามว่า เมื่อเราอยากใช้รถสีขรึมๆ ทึบๆ แบบนี้ มันเหมาะสมไหมที่เราจะเอาไปทำ เคลือบแก้ว มีความจำเป็นหรือเปล่า และ รถเคลือบแก้ว ที่เป็นรถสีดำจะได้รับข้อดีอย่างไร… ประเด็นนี้ผู้ที่ใช้รถสีดำ และอยากให้รถของตัวเองเป็น รถยนต์เคลือบแก้ว คงจะอยากทราบ…

ความนิยมของรถสีดำ เรื่องน่ารู้ก่อนคุยเรื่อง รถเคลือบแก้ว

          รถสีดำ เป็นรถที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสีหนึ่ง จากการสำรวจพบว่า รถสีดำ เป็นรถที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลกเป็นอันดับ 1 มีสัดส่วนอยู่ที่ 23% ของรถทั้งหมด เป็นรองเพียงแค่ รถสีเงินที่มีอยู่ 25% เพียงสีเดียวเท่านั้น และยิ่งเป็นฝั่งยุโรป รถสีดำมาเป็นอันดับที่ 1 ครองสัดส่วนถึง 27% ทิ้งห่างรถสีเงินในยุโรปที่ตามมาเป็นอันดับสองแต่มีเพียง 19.9% เท่านั้น ส่วนในบ้านเรา ความนิยมเป็นไปตามเทรนด์ของโลกคือ สีดำมาเป็นอันดับ 2 ดังนั้นเชื่อได้เลยว่าเป็นหนึ่งในรถที่เราเห็นกันบ่อยที่สุดสีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นแบบที่ เคลือบแก้ว มาแล้ว หรือยังไม่ได้ทำก็ตาม… แต่อยากขอแนะนำว่าหากใครใช้รถยนต์สีนี้ เอาไปรับบริการเคลือบให้เป็น รถยนต์เคลือบแก้ว เอาไว้ดีที่สุด

เหตุผลที่เราควรทำ เคลือบแก้วรถยนต์ ที่เป็นสีดำ

          เนื่องมาจาก รถสีดำ โดยเฉพาะรถที่มีสีดำเข้ม เป็นรถที่สามารถมองเห็นรอยขีดข่วนที่ผิวสีของรถได้ง่าย และนี่เป็นปัญหาที่มักพบบ่อยๆ ทำให้เจ้าของรถไม่ค่อยสบายใจในเรื่องริ้วรอยที่ทำให้รถดูมีตำหนิได้ง่าย โดยเฉพาะในเวลาที่โดนแสงแดด จะปรากฏรอยให้เห็นอย่างชัดเจน ปัญหานี้ทำเอาหลายๆ ถึงกับอ่อนใจแทบจะไม่อยากใช้รถสีดำเลย ทั้งๆ ที่ใจชอบรถสีนี้เหลือเกิน ซึ่งปัญหาที่ทำให้มีรอยขีดข่วนบนผิวรถเกิดจากหลายปัจจัยและเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น การล้างรถที่ไม่ถูกวิธี การขัดที่ไม่เหมาะสมกับประเภทสี การดูแลผิดประเภท หรือเกิดจากการครูดต่างๆ การทำ เคลือบแก้ว เป็นวิธีที่สามารถช่วยปกป้องการเกิดริ้วรอยต่างๆ ให้น้อยลงได้ชัดเจน เพราะเป็นการสร้างชั้นฟิล์มปกป้องสีของรถไว้อีกชั้น  นอกจากนี้สีดำยังสามารถดูดความร้อนได้มากกว่ารถสีอื่น จึงส่งผลให้มลภาวะต่างๆ สามารถมายึดเกาะกับพื้นผิวได้อย่างรวดเร็วกว่าสีอื่นๆ อีกด้วย… นี่เป็นเหตุผลที่รถสีดำเป็นรถที่เหมาะสมที่จะเคลือบให้เป็น รถเคลือบแก้ว มากที่สุด

           หลังจากทำเคลือบแก้วไปแล้ว จะสามารถช่วยในการดูแลรถสีดำได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากฟิล์มแก้วนั้น นอกจากจะมีความแข็ง ช่วยเป็นเกราะป้องกันชั้นสีแท้ของรถไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายๆ แล้ว รถยนต์เคลือบแก้ว ยังมีประสิทธิภาพในการลดแรงเสียดทาน ทำให้แม้ว่าจะเกิดการเสียดสีระหว่างวัตถุขึ้นก็เกิดริ้วรอยได้ยาก เช่น ช่วยปกป้องริ้วรอยจากการถูกผ้าเช็ดถู รอยที่เกิดจากการสัมผัส และใช้งานโดยทั่วไป ลดความเสี่ยงในการเกิดริ้วรอย และลดโอกาสในการเกาะติดของฝุ่นและมลภาวะที่สามารถทำลายสีรถของเราได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

          อย่างไรก็ตามการทำ เคลือบแก้ว สำหรับรถสีดำ ก็ควรได้รับการดูแลที่เหมาะสมโดยผู้ชำนาญงานและมีทักษะ โดยเฉพาะสีดำเข้มๆ ที่มองเห็นริ้วรอยได้ชัด ซึ่งต้องอาศัยผู้มี่มีประสบการณ์ และในด้านการใช้งานดูแลรักษาหลังจากได้รับบริการเคลือบแก้วรถยนต์ ออกไปแล้ว ก็จะต้องมีเทคนิคการดูแลที่เป็นพิเศษมีความแตกต่างจากรถสีอื่นๆ  ตั้งแต่การเลือกโปรแกรมการดูแลตั้งแต่ตอนต้น และการดูแลหลังการขาย ที่ควรมีการเลือกให้เหมาะกับการใช้งานของเรา เช่น จอดรถในที่ร่ม หรือจอดตากแดดบ่อยหรือไม่ ใช้งานหนักหรือเปล่า และวิ่งระยะทางไกลๆ บ่อยหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ควรหารือกับทาง ศูนย์บริการเคลือบแก้ว เพื่อเลือกโปรแกรมการดูแลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรถสีดำของเรา ให้ทนสวยนาน เป็นรถที่เราภูมิใจเสมอในเวลาที่ใช้งาน

ที่มา :

https://albatroscarcare.com/2016/12/01/glass-coating_021/

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เคลือบแก้วปกป้องรถจากอะไรได้บ้าง



          การทำ เคลือบแก้ว เป็นการเพิ่มความเงางามและยืดอายุความสดใสของสีรถให้ยืนยาวยิ่งขึ้น แต่นอกจากนั้นมันก็ยังมีคุณสมบัติในเรื่องการปกป้องดูแลสภาพของรถอีกต่าง ซึ่งเรื่องนี้ทราบกันดี แต่… อาจจะไม่มีความชัดเจน เนื่องจากบางครั้งเป็นการฟังสรรพคุณจากผู้ประกอบการที่แนะนำให้เราไปทำ เคลือบแก้วรถ ซึ่งบางทีด้วยเทคนิคทางการขาย หรือความเข้าใจผิด ทำให้ผู้ที่อยากทำ รถยนต์เคลือบแก้ว เข้าใจว่า หลังจากทำการเคลือบปกป้องลักษณะนี้แล้ว มันจะมีความทนทานแข็งแกร่งประดุจมีเกราะวิเศษเกิดขึ้นปกป้องรถของเราจากสรรพสิ่งที่เป็นภยันตรายได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีอะไรสามารถทำได้ขนาดนั้น ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเข้ารับบริการเราควรศึกษาดูให้ดีก่อนว่ามันสามารถช่วยปกป้องรถเราได้จากอะไรบ้างและในระดับไหน…


สิ่งที่การ เคลือบแก้ว สามารถช่วยปกป้องรถของเราได้ เช่น…

          ยางไม้ หนึ่งในสิ่งเหนียวหนึบที่เอาออกยาก และหากปล่อยไว้นานจะเกิดการจับตัวแน่นทำความสะอาดได้ยากติดแน่นติดทนและเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะเวลาใช้งานกลางแจ้งโอกาสที่จะเจอยางไม้มีได้เสมอ เรื่องนี้ รถเคลือบแก้ว ช่วยได้ เนื่องจากผิวของรถมีความลื่นที่ยางไม่ไม่สามารถจับเกาะแน่นสนิทได้ สามารทำความสะอาดและทำให้มันหลุดออกได้ง่ายยิ่งขึ้น

         มูลนก สารอันตรายต่อทั้งสุขภาพของคนใช้รถและสีรถ มีเชื้อไวรัสทำให้คนป่วย และมีประสิทธิภาพในการกัดกร่อนลึกลงไปจนถึงชั้นสีแท้ทำลายสภาพสีรถแบบถาวร การทำ เคลือบแก้ว สามารถชะลอความเสียหายได้จากชั้นฟิล์มใสที่มีความหนา ล้างทำความสะอาดง่าย และไม่ทิ้งรอย

          รอยขีดข่วน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน เนื่องจากมีคนเข้าใจว่าพอ เคลือบแก้วรถ แล้วทนได้สารพัด ซึ่งไม่เป็นความจริง ในกรณีด้านของการป้องกันการเกิดริ้วรอย เคลือบแก้ว มีประสิทธิภาพสูงสุดที่ 9H นั่นหมายความว่า หากมีของที่แข็งกว่า มาขีดข่วนก็สามารถทำให้มันเกิดรอยได้ ซึ่งระดับ 9H ,ค่าใกล้เคียงกับกระจก ดังนั้นหากไปเจอทรายแข็งๆ ก็เกิดรอยได้เหมือนกัน แต่จะน้อยและเห็นรอยได้ยากเนื่องจากมันมีความหนาและความใส อยู่ด้วย แต่แน่นอนว่าเกิดรอยขนแมวยากกว่ารถทั่วไปแน่นอน

        ฝุ่น รถเคลือบแก้ว สามารถป้องกันการจับเกาะของฝุ่นได้ดี คือ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย ฝุ่นไม่ฝังแน่นกลายเป็นคราบติดกับสีรถ เนื่องจากมันมีปฏิกิริยาต่อต้านการเกิดไฟฟ้าสถิต

         คราบน้ำ การ เคลือบแก้ว ช่วยป้องกันการเกิดคราบน้ำได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมันมีความลื่นน้ำแทบไม่เกาะติดผิวรถได้ แต่ถึงแม้จะเกิดรอยก็จะสามารถทำความสะอาดได้อย่างง่ายดาย ไม่เป็นคราบฝ้าที่ฝังแน่นที่เขาเรียกว่าสนิมน้ำ

         แสงแดด ทำให้สีรถซีดเร็ว อันนี้สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากแสงแดดไม่ได้ส่องลงไปถึงชั้นสีแท้โดยตรง มีชั้นฟิล์มรับเอาไว้ก่อน และมันมีความใสเป็นมันเงา สามารถสะท้อนรังสี UV จากแสงแดดออกไปได้เป็นบางส่วน ช่วยให้รถสีไม่ซีดเร็วมากนัก

         นี่เป็นสิ่งที่การ เคลือบแก้ว สามารถช่วยได้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า เป็นสิ่งเกิดขึ้นได้เสมอในการใช้รถประจำวัน นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องของการปกป้องสีรถจากมลพิษในอากาศ ฝนกรด ซึ่งก็เป็นประเภทเดียวกับการป้องกันน้ำป้องกันฝุ่น เพราะฉะนั้น ท่านที่สนใจทำ รถเคลือบแก้ว ควรทำความเข้าใจให้ดี เมื่อเอา รถยนต์เคลือบแก้ว ออกไปใช้จะได้ทราบว่าควรใช้งานและดูแลรักษาอย่างไรให้มันสวยทนนานใช้งานได้อย่างเหมาะสม

ที่มา :
https://albatroscarcare.com/2016/12/08/glass-coating_028/


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 ธ.ค. 2016, 11:08:32 โดย top911 »

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
รถมีรอยขนแมวทำเคลือบแก้วได้ไหม



          เชื่อว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่หลายๆ ท่านที่กำลังสนใจอยากเอารถไปทำ เคลือบแก้ว น่าจะสนใจ นั่นก็คือ รถของเราเป็นรถที่ใช้งานมาก่อนแล้ว มีร่องรอยการใช้งานมาบ้างพอสมควรตามสภาพของรถใช้งานทั่วไป ซึ่งมีรอยขนแมวที่ผิวสีของรถมาก่อน… รถในลักษณะนี้สามารถที่จะเอารับบริการทำเป็น รถยนต์เคลือบแก้ว ได้หรือไม่ แล้วรอยขนแมวที่มีอยู่จะเป็นอย่างไร มันจะถูกเติมเต็มด้วย น้ำยาเคลือบแก้ว ให้เนื้อสีเหมือนเดิมได้หรือไม่ เพราะมันเป็นการเคลือบชั้นฟิล์มที่มีความใสลงไป หรือรอยจะคงสภาพอยู่แบบนั้นอยู่ด้านใต้ชั้นฟิล์ม แล้วแบบนี้รถของเราจะสวยสดใสเป็นเงางามได้เหมือนรถของคนอื่นได้หรือไม่
สำหรับเรื่องนี้อาจจะต้องตอบแยกเป็น 2 ประเด็น นั่นก็คือ…

 

รถที่มีรอยมาก่อนสามารถทำเคลือบแก้วได้หรือไม่

          กรณีนี้สามารถตอบได้ทันทีว่า… สามารถทำได้ และ รถเคลือบแก้ว แล้วก็จะมีปัญหาเรื่องรอยขนแมว หรือรอยขีดข่วนขนาดเล็กที่เกิดจากการใช้งานลดลง เนื่องจากได้รับการปกป้องผิวสีแท้เอาไว้ด้วยสาร เคลือบแก้ว ที่มีความแข็ง หนา และลื่น สามารถช่วยป้องกันการเกิดรอยใหม่หลังจากเคลือบป้องกันมาได้เป็นอย่างดี

 

รอยขีดข่วนที่มีมาแล้วก่อนทำเคลือบแก้วจะทำอย่างไร

          กรณีผู้ที่จะนำรถมาทำ เคลือบแก้ว แล้วกังวลว่า รอยขีดข่วนหรือรอยขนแมวเดิมจะคงอยู่ใต้ชั้นฟิล์มแข็ง ไม่ต้องเป็นกังวล เนื่องจากก่อนที่จะมีการลง น้ำยาเคลือบแก้ว รถของเราจะต้องผ่ายขั้นตอนของการเคลียร์พื้นผิวเสียก่อน เป็นการขัดสีเดิมลบรอยขีดข่วนให้หายไป เตรียมผิวให้เรียบและมีความสดใสพร้อมที่จะเคลือบอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต้องเลือกศูนย์บริการที่วางใจได้ เพราะจริงๆ แล้ว การเคลือบแก้ว จะได้ผลมากน้อย อยู่ที่ขั้นตอนของการเตรียมหรือเคลียร์พื้นผิวนี้เป็นสำคัญ ต่อให้มีน้ำยาดีกว่า ราคาแพงกว่าอย่างไรก็ตาม แต่หากไม่มีการเตรียมผิวที่ดี ประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น และความงามของ รถเคลือบแก้ว ก็ไม่ดีไปตามราคาขึ้นมาได้ ดังนั้นต้องขอย้ำอีกครั้งว่าต้องเลือกผู้ให้บริการที่มีประสบการณ์จึงจะได้งานที่ออกมาดี
ดังนั้น ท่านที่มีรถใช้งานมาแล้ว มีรอยมาบ้าง สามารถทำ เคลือบแก้ว ได้แน่นอน เพียงแต่ว่าสิ่งที่สำคัญก็คือจะต้องเลือกหาผู้ให้บริการที่มีคุณภาพ เนื่องจากการเตรียมพื้นผิว เป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อให้ได้ รถเคลือบแก้ว ที่มีความสมบูรณ์ สำหรับริ้วรอยที่เกิดขึ้นก็ควรหารือกับผู้ให้บริการก่อนว่าสามารถจัดการกับสภาพความเสียหายของผิวรถเราได้หรือไม่ หากว่ามีรอยที่ลึกมากเกินกว่าที่จะขัดสีทั่วไป ก็อาจจะต้องมีการซ่อมแซมสีบ้างก่อนที่จะทำ รถยนต์เคลือบแก้ว เพื่อที่จะได้มีพื้นผิวที่สวยงามสมบูรณ์ก่อนที่จะทำการเคลือบลงไป ซึ่งก็จะทำให้ได้รถที่มีความสวยงามอย่างที่เราต้องการไม่แพ้รถที่ไม่มีริวรอยมาก่อนเลยทีเดียว

ที่มา
https://albatroscarcare.com/2016/12/10/glass-coating_031/

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ฝุ่นฤดูหนาวน่ากลัวกว่าที่คิด เคลือบแก้วไว้ดีกว่า



          ช่วงที่อากาศเริ่มจะเย็นสบาย เชื่อว่าหลายๆ คน กำลังฝันวานถึงช่วงฤดูหนาวอันแสนโรแมนติก บางรายอาจจะวางแผนการเดินทางไกลเพื่อท่องเที่ยว ซึ่งก็พอดีเป็นช่วงปลายปี มีวันหยุดมาก และเป็นช่วงเทศกาลท่องเที่ยวเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม คนรักรถจะต้องทำความเข้าใจกันเพิ่มนิดหน่อย เกี่ยวกับเรื่องการดูแลรถในช่วงนี้ โดยเฉพาะรถที่ยังไม่ได้ เคลือบแก้ว ทั้งนี้เนื่องจากช่วงอากาศหนาวจะมาพร้อมสภาพอากาศที่แห้ง ทำให้มีฝุ่นมาก รถเราจะมีฝุ่นจับให้ดูหม่นหมองและเปื้อนเร็วกว่าปกติ เจ้าฝุ่นพวกนี้มีความน่ากลัว แฝงมากับลักษณะที่ดูแลแสนธรรมดาๆ ทั่วไป แต่จริงๆ แล้วมันสามารถส่งผลทำร้ายสีรถของเราได้ในระดับที่น่ากังวลเลยทีเดียว หากยังไม่ได้เป็น รถเคลือบแก้ว ที่มีการลงชั้น น้ำยาเคลือบแก้ว ปกป้องผิวของรถเอาไว้…

ความน่ากลัวของฝุ่นในฤดูหนาวสำหรับรถไม่ได้เคลือบแก้ว

          เกิดจากการที่ส่วนมากเป็นฝุ่นที่มีความละเอียด เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้ง และมีลม ทำให้ดินและทรายที่มีขนาดเล็กแห้ง ไม่มีความชื้นยึดมันเอาไว้ เมื่อโดนลมพัดมันก็จะลอยฟุ้งไปในอากาศ ซึ่งฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้ จะไปจับเกาะตามส่วนต่างของรถ ทั้งที่ผิวสี และตามซอกเล็กซอกน้อยที่ทำความสะอาดได้ยาก ทำให้รถของเราดูหมองและสกปรก แถมตามซอกก็ทำความสะอาดยาก แต่นั่น… ยังไม่นับเป็นเรื่องที่น่ากลัว… สิ่งที่น่ากลัวจากฝุ่นจะเกิดขึ้นจาก… สิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

        1.    เมื่อฝุ่นโดนน้ำค้าง ซึ่งเป็นแขกประจำในยามอากาศหนาว เราจะพบน้ำค้างเกาะที่รถได้เสมอ โดยเฉพาะรถที่จอดกลางแจ้ง เมื่อน้ำค้างที่มีความชื้นมาผสมกับฝุ่นละเอียด มันก็จะกลายสภาพเหมือนกับโคลนบางๆ ที่ผิวของรถเรา ซึ่งหากเราปล่อยเอาไว้ มันจะกลายเป็นคราบที่หนาและฝังแน่นเข้าไปทุกที กลายเป็นคราบที่แห้งติดทนทำความสะอาดไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว ยิ่งบริเวณที่มีมลพิษที่กลายสภาพน้ำในอากาศให้มีความเป็นกรด มันจะละลายให้ฝุ่นผงกลายเป็นคราบที่ฝังแน่นอนลบออกไม่ได้ เว้นแต่ว่าเป็นรถที่ผ่านการทำ เคลือบแก้ว มาแล้ว ก็จะมีความลื่นที่พอจะสามารถลดความเสียหาย และง่ายมากยิ่งขึ้นในการทำความสะอาด

        2.    เมื่อฝุ่นโดนแดด เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นไรมาก แต่หากว่ามันต่อเนื่องจากช่วงเช้าที่มีอากาศหนาวเย็นและมีน้ำค้าง การเจอความร้อนและแสงแดดต่อเนื่องโดยยังไม่ได้ทำความสะอาด จะทำให้ฝุ่นผงที่เหลว กลายเป็นคราบฝังแน่น และแสงแดดจะทำให้มันติดและมีความแข็ง ทำความสะอาดไม่ได้ง่ายๆ เว้นแต่เป็น รถเคลือบแก้ว ซึ่งจะมีความลื่นช่วยเอาไว้ ทำให้สามารถทำความสะอาดล้างออกได้ง่ายกว่า

        3.    เมื่อฝุ่นโดนผ้าเช็ดออก เรื่องนี้อาจจะน่ากลัวที่สุดในเรื่องที่ผ่านมา ซึ่งจริงๆ มันดูเหมือบนความตั้งใจที่ดีของเจ้าของรถเองที่ต้องการขจัดฝุ่นออกไปจากรถ แต่… อาจจะทำถูกวิธี เนื่องจากส่วนมากชะล่าใจว่ามันเป็นแค่ฝุ่นบางๆ เล็กๆ ไม่น่ามีปัญหา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าฝุ่นเล็กๆ ที่เราคิดว่ามันมีเนื้อละเอียดเหมือนแป้ง จริงๆ มันมีความแข็งอยู่ในตัว หากไม่ใช่ รถยนต์เคลือบแก้ว ที่มีระดับความแข็งสูงเอาไว้ เวลาที่เราเช็ดแน่นอนว่าเกิดรอยขีดข่วนจากการกดถูของเราเองได้ ทำให้รถมีสภาพไม่สวยงามเป็นรอยเต็มไปหมด และบางรอยอาจจะลึกมากเสียด้วย ตามแรงที่เรากดลงไป…

         เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ควรระวัง เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ที่มีฝุ่นเยอะมากเป็นพิเศษ หากต้องการความสะดวก ก็อาจจะจัดการเอาไปรับบริการทำ เคลือบแก้ว เอาไว้ อีกทั้งนี่ก็ใกล้เทศกาลแห่งการเดินทางท่องเที่ยวแล้ว การขับ รถเคลือบแก้ว ที่มีความสดใสเงางามน่าจะเหมาะพามันไปอวดโฉมให้คนอื่นเห็นน่าจะดีกว่า อีกทั้งเวลาใช้งานก็ค่อนข้างสบายใจกว่า เพราะ รถยนต์เคลือบแก้ว มีชั้นฟิล์มที่สามารถช่วยดูแลสภาพของสีรถ ได้จากฝุ่น น้ำค้าง แสงแดด

ที่มา

https://albatroscarcare.com/2016/12/11/glass-coating_032/

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
รู้จักกับเคลือบแก้วแบบทา



          สำหรับคนที่กำลังสนใจอยากทำ เคลือบแก้ว สิ่งที่ควรทราบอย่างหนึ่งก็คือ ระบบของการ เคลือบแก้วรถ ของ ศูนย์บริการเคลือบแก้ว ที่เราจะไปใช้บริการนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่าหลายๆ ท่านก็อยากทราบ เนื่องจากปัจจุบัน วิธี หรือ ระบบในการทำการเคลือบมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ ได้แก่… ระบบทา และ ระบบพ่น และเพื่อให้เข้าใจอยากชัดเจน ก่อนตัดสินใจว่าควรเลือกทำแบบไหน เราควรมาศึกษาดูว่าแต่ละแบบมีลักษณะอย่างไร มีจุดเด่นข้อดี หรือจุดด้อยอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้สามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ซึ่งในคราวนี้เราจะเริ่มจากเรื่องการทำในระบบทากันก่อน

เคลือบแก้วระบบทา คืออะไร

          การทำ เคลือบแก้ว ในระบบทา เป็นการทำการเคลือบแบบเดิมที่มาก่อน ใช้การลงน้ำยาด้วยการชุบบนอุปกรณ์แล้วทาลงไปบนพื้นผิวของวัสดุ ซึ่งในที่นี้ก็คือ ผิวของรถ ซึ่งวิธีการนี้ได้รับความนิยมเนื่องจากไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก มี ศูนย์บริการเคลือบแก้ว หลายแห่งนิยมใช้วิธีนี้ในการให้บริการ และได้รับการพัฒนาในเรื่องรูปแบบการทาและอุปกรณ์ที่ใช้มาโดยลำดับ แต่หลักๆ ก็คือ การนำฟองน้ำมาซับ น้ำยาเคลือบแก้ว หรืออาจจะมีการนำเอาผ้าเนื้อละเอียดมารองฟองน้ำ แล้วทำการหยดน้ำยาลงไปจนทั่ว จากนั้นทำการทาน้ำยาสำหรับการ เคลือบแก้ว บนพื้นผิวรถยนต์ทีละส่วนรอจนน้ำยาได้ที่ แล้วจึงนำเอาผ้าเนื้อละเอียดที่สะอาดมาเช็ดส่วนที่เกินออก ทำแบบนี้จนทั่วทั้งคัน ซึ่งอาจจะมีการทำซ้ำหลายชั้น คือ เมื่อลงชั้นหนึ่งเสร็จ ก็จะมีการลงเพิ่มอีกทำซ้ำไปซ้ำมา แต่ก็ขึ้นอยู่ที่เทคนิคของแต่ละร้านที่ให้บริการว่าเป็นอย่างไรด้วย แต่โดยหลักการเป็นในลักษณะนี้

ข้อดีของการทำเคลือบแก้วแบบทา

1.    สามารถควบคุมปริมาณน้ำยาเคลือบแก้ว ต่อพื้นที่บนรถยนต์ได้ค่อนข้างแม่นยำและค่อนข้างประหยัด และใช้อุปกรณ์ไม่ซับซ้อน ดังนั้นจึงมีราคาที่ต่ำกว่า การเคลือบแบบพ่น
2.    การลงน้ำยาบนพื้นผิวค่อนข้างทำได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากการทาน้ำยาจะทาเป็นลักษณะเหมือนวาดตารางหมากรุก คือแนวขวาง และแนวตั้งซ้ำอีกครั้ง ทำให้มั่นใจได้ว่ามีการเคลือบทั่วทุกบริเวณและมีความหนาของการ เคลือบแก้ว ดี
3.    ไม่ฟุ้งกระจาย เนื่องจากน้ำยาจะถูกส่งผ่านไปยังผิวของรถโดยตรง ไม่ใช้แรงดันลมในการพ่นออกมา จึงไม่การฟุ้งกระจายในบริเวณการทำงาน ค่อนข้างปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานในการลงน้ำยาเคลือบแก้ว และดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า


ข้อเสียของการทำเคลือบแก้วแบบทา

1.    อาจจะลงน้ำยาไม่ทั่วถึงทุกบริเวณของพื้นผิวชิ้นงาน ตามจุดที่เป็นซอกเป็นหลืบในส่วนต่างๆ เช่น ซอกโลโก้ ดุมล้อ ซอกฝาถังน้ำมัน หรือซอกรอยต่อระหว่างพื้นผิวของรถเป็นต้น
2.    มีภาพลักษณ์ที่ดูค่อนข้างธรรมดา ใช้อุปกรณ์น้อย ในข้อนี้ส่งผลเสียต่อผู้ประกอบการสักหน่อยในเรื่องความน่าเชื่อถือของลูกค้า ทำให้ไม่สามารถคิดราคาได้สูงมากนัก

นี่คือลักษณะของการ เคลือบแก้วระบบทา ซึ่งเป็นการ เคลือบแก้ว แบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ท่านใดที่กำลังสนใจมองหา ศูนย์บริการเคลือบแก้ว ก็จะได้ทราบว่าเราจะได้รับบริการอย่างไร และมีจุดดีข้อด้อยตรงไหน เอาไว้เป็นข้อมูลก่อนการตัดสินใจใช้บริการและพิจารณาเรื่องของราคาค่าบริการของร้านที่เราจะเอารถไปทำ

ที่มา
https://albatroscarcare.com/2016/12/16/glass-coating_036/

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
รู้จักเคลือบแก้วระบบพ่น



          การทำ เคลือบแก้ว มีอยู่ 2 แบบ คือ ระบบพ่น และระบบทา ซึ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับ ระบบทา เราได้เคยเล่าไปแล้วในตอน “รู้จักเคลือบแก้วแบบทา” ซึ่งก็เชื่อว่าสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการให้กับผู้สนใจทำ เคลือบแก้วรถยนต์ ได้ ดังนั้นในคราวนี้ เราจะมาแนะนำให้ท่านที่สนใจได้รู้จักกับ เคลือบแก้วระบบพ่น กันบ้าง เพื่อจะได้ใช้ในการเปรียบเทียบ และทำให้เข้าใจถึงรูปแบบ ข้อดีข้อเสีย และความน่าสนใจของมัน ก่อนจะเลือกว่าจะใช้บริการในรูปแบบไหนดี
เคลือบแก้วแบบพ่น ได้รับความนิยมในช่วงปีหลังๆ เนื่องจากเป็นการทำ เคลือบแก้วรถ ที่ดูแล้วน่าเชื่อถือมีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการทำงานหลายอย่าง พูดง่ายๆ ก็คือ แลดูซับซ้อน ทำให้คิดว่าไม่แปลกเลยที่มันจะมีราคาแพง… อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ให้บริการแล้ว มันก็เป็นระบบการทำ เคลือบแก้ว ที่จุกจิก ใช้เครื่องมือเยอะ แถมยังมีการใช้ น้ำยาเคลือบแก้ว ที่อาจมีปริมาณมาก จึงมีศูนย์บริการอยู่ไม่มากนักที่นำระบบนี้มาใช้ ทั้งนี้ การ ทำ เคลือบแก้วระบบพ่น ตามท้องตลาดอาจมีการกำหนดราคาไว้ค่อนข้างสูงกว่าแบบทา


ข้อดีของการทำเคลือบแก้วแบบพ่น

     1. สามารถส่งน้ำยาให้ลงไปเคลือบชิ้นงาน หรือก็คือ พื้นที่บนผิวรถได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากเวลาพ่นน้ำยาจะออกมาเป็นฝอยละอองละเอียด สามารถเข้าไปในซอกเล็กซอกน้อยตามจุดต่างๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นในช่องว่างเล็กของโลโก้ รอยต่อระหว่างชิ้นส่วน และสามารถทำได้รวดเร็วในการลงน้ำยาบนพื้นผิวของรถ
     2. มีภาพลักษณ์ที่ดูน่าเชื่อถือ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับฝ่ายของผู้ให้บริการมากกว่า เพราะมันสามารถช่วยให้ภาพลักษณ์ของศูนย์บริการดูดีมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นได้มากยิ่งขึ้น

ข้อเสียของการทำเคลือบแก้วแบบพ่น

     1. สิ้นเปลืองวัตถุดิบหรือก็คือ น้ำยาค่อนข้างสูง เนื่องจากการพ่นปกติแล้วละออกงของน้ำยาจะเข้าถึงชิ้นงานได้แค่ประมาณ 30-40% ของทั้งหมดที่พ่นออกไป ส่วน 60-70% ที่เหลือจะปลิวกระจายไปกับลมที่พ่นออกมาทำให้สิ้นเปลืองค่อนข้างมากได้รับการเคลือบไม่เต็มที่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการปรับระบบลมให้เหมาะสมในการพ่นด้วย
     2. ควบคุมปริมาณน้ำยาเคลือบแก้ว ต่อพื้นผิวค่อนข้างยาก เนื่องจากน้ำยามีความใส หาผู้ทำการพ่นไม่ชำนาญ อาจจะลงน้ำยาในปริมาณหนาบางไม่สม่ำเสมอกันทั้งหมด คุณภาพในการปกป้องจึงอาจจะทำหน้าที่ในการปกป้องพื้นผิวได้ไม่เต็มที่เท่าใดนัก เพราะมีขนาดความหนาน้อยเกินไปในบางจุด
     3. อันตรายต่อผู้ใช้งาน จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสริมในการป้องกัน เช่น หน้ากาก หรือพัดลมระบายอากาศ เนื่องจากเวลาพ่นจะมีฝอยละอองของน้ำยาฟุ้งกระจายเต็มไปหมด จำเป็นที่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องป้องกันระบบทางเดินหายใจ และดวงตาจากละอองของน้ำยาด้วย

          นี่คือลักษณะของการทำ เคลือบแก้ว แบบพ่น ที่ผู้สนใจเข้ารับบริการ เคลือบแก้วรถยนต์ ควรทราบเอาไว้เป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ และข้อให้เปรียบเทียบในเรื่องการบริการร่วมด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่า เราได้รับบริการจากผู้ที่ชำนาญและมีประสบการณ์เพียงพอที่จะทำให้เราได้รับบริการ เคลือบแก้วระบบพ่น อย่างสมบูรณ์มากที่สุด

ที่มา
https://albatroscarcare.com/2016/12/17/glass-coating_037/

ออฟไลน์ top911

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 6601
  • กระทู้: 19
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
  • ชื่อเล่น: จัสติน
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ข้อเสียของการเคลือบแก้วที่หมดประกันเป็นอย่างไร



          สำหรับท่านที่กำลังสนใจอยากทำ เคลือบแก้ว หรือท่านที่ทำเสร็จไปแล้ว คำถามอย่างหนึ่งอาจจะมีเกิดขึ้นได้ก็คือ ในกรณีที่เราทำ เคลือบแก้วรถ ไปแล้วจนหมดอายุตามที่ทางศูนย์เขากำหนดบอกเอาไว้ สภาพของรถเราหลังจากนั้นมันจะเป็นอย่างไรบ้าง พูดง่ายก็คือ หลังจากช่วงที่เขารับประกันว่าเป็นอายุการใช้งานในการเคลือบผ่านไปแล้ว รถของเราจะดูน่าเกลียดไหม เช่น เขารับประกันเป็นเวลา  1 ปี หรือ จะ 2 -3 ปี อะไรก็แล้ว พอหมดช่วงรับประกันนั้นแล้ว สภาพรถของเราจะเป็นอย่างไรบ้าง จะเกิดมี ข้อเสียของการเคลือบแก้ว ที่หมดสภาพหรือหมดอายุเกิดขึ้นทำให้รถมีสภาพไม่น่าดูหรือจะมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพสีเกิดขึ้นกับรถของเราหรือไม่…

 

ข้อเสียของการเคลือบแก้วที่หมดประกันมีไหม

          สำหรับเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะต้องหาคำตอบมาอธิบายให้กับคนที่ทำ เคลือบแก้ว ได้ทราบจริงๆ เพราะบางท่านอาจจะมีความกังวลว่า เจ้าชั้นฟิล์มที่เกิดจาก น้ำยาเคลือบแก้ว นั้นเมื่อมันหมดอายุจะมีสภาพเป็นอย่างไร และมีผลเสียเกิดตามมากับผิวสีรถหรือไม่ บางคนกังวลถึงขนาดคิดว่ามันอาจจะมีการหลุดร่อน หรือลอกออกมาเป็นแผ่น แบบเดียวกับสีรถเก่าที่หมดอายุและแตกออกมา หรืออาจจะกลายเป็นคราบแตกลานเหมือนลายกระจกร้าว หรือกระทั่งเป็นคราบหม่นๆ ที่ทำให้รถดูไม่สวยเมื่อน้ำยาหมดอายุ… ก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่ากังวลจริงๆ นั่นแหละหากว่าหลังจากการหมดอายุแล้วชั้นฟิล์มแสดงอาการเสื่อมเหล่านั้น… แต่… ไม่ต้องกังวลไป ปัญหาเหล่านั้นไม่เกิดขึ้นกับ รถเคลือบแก้ว ของคุณแน่นอน
สำหรับท่านที่สงสัยว่า ถ้าเรา เคลือบแก้ว กับศูนย์บริการไปแล้ว ประกัน 1 ปี 2 ปี หรือ ศูนย์บริการบอกถึงคุณสมบัติว่าน้ำยาเคลือบแก้ว นั้นอยู่ได้นานหลายๆ ปีมากกว่านั้นตามที่เขากำหนด  หากเราใช้งานรถไปแล้วตามระยะเวลาแล้ว น้ำยาที่ตกผลึกติดกับรถของเรา จะหลุดออกไปเอง หรือไม่ และถ้ายังอยู่จะเกิดเป็นข้อเสีย สร้างปัญหาให้กับสีรถของเราในอนาคตหรือไม่อย่างไรนั้น… ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าชั้นฟิล์มที่เกิดจากการ เคลือบแก้ว ที่ติดกับสีเรามีความหนาเป็นระดับไมครอน ซึ่ง 1 ไมครอน คิดเป็นสัดส่วนก็คือ 1 ในล้านของความยาว 1 เมตร หรือ 1 ใน 1,000 ของมิลลิเมตร หากความหนาของน้ำยาเคลือบแก้วมีความหนา 20-30 ไมครอน นั่นก็มีความหนาเพียง 20 – 30 ของ 1,000-มิลลิเมตรเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าบางมาก ถ้าเทียบกับชั้นสีจริงของเราเพราะฉะนั้นการจะเกิดปัญหาคราบตกค้าง รอยแตก ชั้นฟิล์มหลุดล่อนออกมาเป็นแผ่นๆ ไม่เกิดขึ้นแน่นอน


 

เพื่อคลายความสงสัยในเรื่องการเคลือบแก้ว สามารถแยกเป็นข้อได้ดังนี้

ถาม : น้ำยาเคลือบแก้ว จะหลุดร่อนไปเองหรือไม่เมื่อหมดอายุการใช้งาน ?
ตอบ : น้ำยาเคลือบแก้ว สามารถหลุดลอกออกไปได้จริง แต่มันเป็นการค่อยๆ หลุดร่อน ในลักษณะสึกกร่อนตามธรรมชาติที่การจากสัมผัสหรือใช้งาน ทำให้ชั้นเคลือบสึกออกไป ซึ่งจะไม่ใช่การลอกออกแบบครั้งเดียวทั้งหมด

ถาม : ฟิล์ม เคลือบแก้ว ที่ยังติดอยู่กับสีรถ จะสร้างคราบน่าเกลียดหรือไม่ ?
ตอบ : ชั้นฟิล์มแก้วที่ติดค้างเป็นเพียงชั้นฟิล์มใส ดังนั้น คราบน่าเกลียดที่อาจเกิดขึ้น จะเป็นเพียงคราบไคล สามารถทำการขัดเคลือบเพื่อให้คราบสกปรกที่ติดอยู่นั้นหลุดออกไปได้ตามปกติ

ถาม : เคลือบแก้วจะลอกออกมาเป็นแผ่นๆหรือไม่ ?
ตอบ : หากศูนย์บริการทำเคลือบแก้วมีขั้นตอนที่ถูกต้องตามระบบ จะไม่มีปัญหาชั้นฟิล์มแก้วหลุดร่อนออกมาเป็นแผ่นๆแน่นอน

นี่คือคำตอบที่เราเชื่อว่าสามารถตอบคำถามความสงสัยที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับความกังวลว่าจะมีปัญหาตามมาหลังจากหมดอายุของการปกป้องจากการ เคลือบแก้ว สามารถมั่นใจได้ว่า ถ้าเราทำ รถยนต์เคลือบแก้ว แล้วจะไม่เห็น ข้อเสียของการเคลือบแก้ว หรือก่อให้เกิดปัญหากับสีผิว ไม่เกิดคราบน่าเกลียดในอนาคตตามมารบกวนจิตใจทำให้เราเสียความรู้สึกในภายหลังแน่นอน

ที่มา :
https://albatroscarcare.com/2016/12/19/glass-coating_039/