ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/Mazda2ThailandClub/
ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Mazda2Thailand พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ผู้เขียน หัวข้อ: == กระทู้นี้ช่างโจรมีเคือง ( -_- *) Relay พัดลมแอร์ พัดลมระบายความร้อน คลัชคอมแอ  (อ่าน 2309 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ art34

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 11111
  • กระทู้: 9
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม.
  • ชื่อเล่น: art
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
 Share 
== กระทู้นี้ช่างโจรมีเคือง ( -_- *) Relay พัดลมแอร์ พัดลมระบายความร้อน คลัชคอมแอร์ แก้แอร์ไม่เย็น เย็นไม่ฉ่ำ ความร้อนขึ้น ==
#แอร์ไม่เย็น หรือ เย็นไม่ฉ่ำ แอร์ออกแต่ลมไม่มีความเย็น  เกจความร้อนขึ้นนิดๆ# เชิญเข้ามาอ่าน การซ่อม DIY ด้วยตัวเองในราคาเบาๆกันก่อนไปร้านแอร์ หรือเข้าศูนย์ดีไหม
สำหรับ Mazda 2 (ปี 2010-2014) และ Mazda 3 (ปี 2005-2009) ที่มีระบบแอร์แบบหน้าคลัชและใช้การตัดต่อแบบแม่เหล็กไฟฟ้า จะเกิดปัญหาแอร์เย็นไม่ฉ่ำ หรือ สู้แดดไม่ไหว สาเหตุหนึ่งที่พบเกิดจากระบบระบบความร้อนที่แผงหน้าไม่พอ และ หน้าคลัชคอมเพลาสเวอร์ไม่จับ อธิบายง่ายๆก็คือ ระบบไฟฟ้าเสื่อม วึ่งระบบจะประกอบด้วย รีเลย์ และ มอเตอร์ระบายความร้อน และ หน้าคลัชคอมแอร์ ซึ่งทั่วไปร้านเข้าร้านแอร์ไปซ่อมแล้วจะทำการเปลี่ยน หน้าคลัชคอมแอร์ และ มอเตอร์ หรือตัดสายไฟต่อตรงเลยทันที!! เนืองจากราคาค่าตัวแพงดี หรือ เน้นเอาง่ายไว้ก่อน หรือ อาจจะไม่เข้าใจระบบระทำงาน แต่ผลที่ได้ อาการแอร์ไม่เย็นยังคงอยู่ ก็เพราะมองข้ามรีเลย์ตัวที่จ่ายไฟฟ้าเข้ามอเตอร์พัดลม และ หน้าคลัชคอมแอร์ นั่นเอง
รูปแสดงกล่องรีเลย์และฟิวส์ของรถ Mazda 2 (ปี 2010-2014)

ในส่วนของระบบแอร์ ประกอบด้วย
FAN No.1 และ FAN No.2 เดิมติดรถเป็นของไทยสีดำ 4 ขา (A/C Magnetic Clutch,ระบบพัดลมระบายความร้อนแผงหน้าและแผงแอร์)  ใส่แทนด้วย Omron Gold Series OMRON ตัวท้อป Gold Series ISO Type หน้าสัมผัส ซิลเวอร์ออกไซด์ (ธาตุโลหะเงินออกไซด์ นำไฟฟ้าดีที่สุดในโลกตอนนี้) วัสดุขาทอง และทองแดง รองรับกระแสไฟถึง 35 Amp. สำหรับโหลดไฟฟ้าหนักๆ หรือต้องการให้ไฟฟ้าไหลผ่านคล่องๆ มีโปรซื้อ Omron Gold Series ได้ในราคา Omron Standard Series  Micro ISO type 4 pin ตอบสนองไวมาก วัสดุดีขาทำจากทองเหลืองและทองแดง


รวมชุดระบบแอร์  3 ตัว 960 บาท พร้อม EMS ส่วนระบบไฟฟ้าเครื่องยนต์ตัวอื่นๆที่สำคัญก็ใช้รีเลย์เบอร์เดียวกัน เช่น Starter,  ไฟหน้าสูง/ต่ำ สอบถามได้ครับ

เคสตัวอย่างจากเวปนอกเจอปัญหาแอร์มีแต่ลม หรือเย็นไม่ฉ่ำ คอมเพสเซอร์แอร์ทำงานแป้บเดียวแล้วตัดออก กว่าจะค้นพบสาเหตุ เห็นราคาซ่อมแบบไม่ตรงจุดแล้วหนาวแทนแอร์เลย ท้ายที่สุดปัญหาอยู่ที่เจ้ารีเลย์ ตัวละไม่กี่บาท
http://www.intrepidcreativity.com/reverse/toyota-camry-repair/
Summary
One total fiasco by a commercial repair shop:
    $75 diagnostic fee to isolate a sensor that was not bad.
    $75 restocking fee on a part that wasn't required.  PLUS the sensor could have been purchased separately even if it had been the problem.
    quoted $1100.00 repair bill was really a $17.00 relay.
Was it malicious intent to rip me off?  I think it was simply laziness.  They didn't care what the problem was.  They figured if I wanted to get it fixed, they would just fiddle around putting new things on the car until it was fixed.  They were factually wrong about buying a sensor, and they just didn't care to courteously save me me money by doing the minimum repair possible.
Need I say how offensive that is to me?   They would have put a new $1100.00 a/c system in the car and it wouldn't have worked any better.  Eventually they would have found the relay.  Then what?  Say I'm sorry, and bill me $1100.00 + $17.00.  They probably would have eaten the $17.00 cost and never told me of their mistake.  I'm sort of fed up with car repair shops right now.
Last time, they quoted me $1600.00 to fix a Dodge van and really all it needed was a new intake gasket (but they put the vacuum line wrong so I had to fix my ventilation control system when I got it home), and they wanted to bill me $450.00 for an exhaust manifold I found for $75.00 on the internet.  I have wanted to believe these guys are a home-town good deal.
They are proving to me that I need to go elsewhere.  I did go back and talk to the manager. He said, "Oh, yea, I think that was Mike (or some other name I can't remember).  He should have checked the relay first before giving you the estimate.  He no longer works here."  Pass the buck.  Okay.  I got it.
For all the hobby wrench turners out there - I have been tempted to believe it's not worth my time to always be fixing cars.  And then I learned again, it IS worth my time to know enough to figure out what's wrong.

ก่อนสั่งซื้อรีเลย์ รบกวนถ่ายรูปกล่องรีเลย์ส่งไลน์มาดูก่อนเพื่อป้องกันการผิดพลาดในการสื่อสาร เพราะ บางรุ่นย่อยอาจแตกต่างกัน จะได้จัดหากันให้ครบและถูกต้องครับ
ฝากซื้อรีเลย์และสอบถามแก้แก้ไขระบบแอร์ ได้ Add LINE กันมาเลยครับ
 

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 ก.พ. 2017, 14:11:10 โดย art34 »


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ Mazda2Thailand พร้อมหมายเลขสติ๊กเกอร์ No. ได้ที่นี่!!

ออฟไลน์ art34

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 11111
  • กระทู้: 9
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม.
  • ชื่อเล่น: art
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ทำไมจึงควรเปลี่ยน Relay  ทั้งชุด หรือเปลี่ยนเป็นระบบ
•   เหตุผลที่ 1 อุปกรณ์ไฟฟ้าใช้งานมาพร้อมด้วยกัน อายุใช้งานน่าจะใกล้กัน เปลี่ยนยกชุดตัวดีกว่าไหม เหมือนการยาง 4 เส้น เปลี่ยนโช้คอัพ 4 ต้น หัวเทียน 4 หัว ลองคิดว่า ถ้าระบบลิ้นปีกผีเสื้อ และ ระบบฉีดน้ำมันรวน เครื่องรวนๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแล้วกะแค่เสียเงินแค่ไม่เกิน กี่ร้อยกว่าบาทเอง
•   เหตุผลที่ 2 อุปกรณ์ไฟฟ้าอายุการใช้งานไม่หนีกันมากหรอกครับยิ่งใช้งานมาพร้อมๆกันร้อนๆแบบนี้ จะดีกว่ามั้ยถ้าเปลี่ยนไปเลยแล้วไม่ต้องมาคอยเช็ค กังวล และคราวหน้าคงจะไม่ต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะขายรถไปแล้วมั้ง อีกทั้งรีเลย์ระบบแอร์  มีการทำงานตัดต่อบ่อย และกระแสไฟฟ้าผ่านสูง ถึงไม่เปลี่ยนแต่ควรมีสำรองไว้ในรถน่าจะดี คิดซะว่าเหมือนยางอะไหล่ไม่มีตอนจะใช้ก้อวุ่นวาย หรือโดนราคาขูดเลือดเนื้อและบางทีไม่มีสต้อกด้วย
•   เหตุผลที่ 3 รีเลย์มีการเชื่อมต่อและทำงานกันเป็นวงจร และมีตัวต้านทานอยู่ภายในรีเลย์ซึ่งสามารถเสื่อมได้เพราะอยู่ในพื้นที่ร้อน (ดูผังสายไฟรีเลย์ระบบแอร์ ระบบระบายความร้อนประกอบ) ถ้าเปลี่ยนส่วนนึงดีแล้ว ที่เหลือไม่ดี การทำงานจะไม่สมบรูณ์ ลองเทียบง่ายๆ เหมือนกับ เอา mainboard computer หรือ มือถือ ไปซ่อมคุณมีความมั่นใจแค่ไหนที่จะใช้ต่อ มีเพื่อนเราบางคนเอาโอห์มมิเตอร์ มาวัดรีเลย์ตัวเก่าๆแม้ว่าจะยังใช้งานได้อยู่ ปรากฏว่า ค่าความต้านทานเปลี่ยนไปจากของใหม่มากเนื่องจากทำงานในห้องเครื่องโดนความร้อน
ทำไมควรมี Relay สำรอง
ร้านแอร์ หรือร้านอะไหล่ทั่วไป มีของสต็อกบ้าง ไม่มีบ้าง ถ้าเจอร้านแอร์ซามูไรโดนฟันไปครับ ราคาแพงหลายระดับ เท่าที่ทราบราคาศูนย์ หลายร้อย บาท หรือตามร้านแอร์อาจได้ของมือสอง หรือ ไม่ตรงสเปค ทำงานไม่ปกติแถมปิดฝาครอบไม่ได้อีก การเปลี่ยนก่อนเสียมักราคาถูกกว่าเปลี่ยนตอนเสียแล้วครับ (เพราะถ้าเสียแล้วเท่าไรก้อต้องจ่าย คุณคงไม่ขับรถไม่มีแอร์ หรือ รถที่เครื่องยนต์กำลังจะ over heat) อีกทั้งการลองเปลี่ยนรีเลย์ยังเป็นการเปลี่ยนชิ้นส่วนสิ้นเปลืองเบื้องต้นที่ใช้เงินไม่มากและทำได้เองครับภายใน 3 นาที แค่เข้าคิวศูนย์ใช้เวลามากกว่านี้ แถมซ่อมบางที่คิดค่าแรงเปลี่ยนรีเลย์ แถมพ่วงซ่อมจุดที่ไม่เสียอีกด้วย (อารมณ์ว่าเปลี่ยนรีเลย์ ได้กำไรหลักร้อย ไม่คุ้มค่าเสียเวลา)
สาเหตุที่ รีเลย์ พวกนี้เสียเพราะ
•   ระบบถูกออกแบบมาให้ตัดต่อบ่อยตามสไตล์ รถรุ่นใหม่ๆให้ตัดต่อบ่อยเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง (สเปครีเลย์ทั่วไปตัดต่อได้ประมาณ 1 แสนครั้ง เงื่อนไขรับประกันของศูนย์จึงเป็นอะไหล่สิ้นเปลืองหรือ สึกเหรอ เคลมไม่ได้หากเปลี่ยนเสียเงิน และเสียค่าแรง)
•   กล่องแผงรีเลย์อยู่ให้ห้องเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างร้อน ยิ่งรถติดๆไม่มีอากาศไหลผ่านเหมือนรถวิ่ง รถเดินเบาติดไฟแดงผมเคยวัดอากาศในห้องเครื่องได้ถึง 80 องศา แต่ขณะที่รถวิ่งอุณหภูมิสูงกว่าอากาศด้านรถกว่านิดหน่อยเท่านั้น ยิ่งขณะรถติดกระแสลมที่พัดลมดูดจากด้านหน้าไหล่ผ่านหม้อน้ำ และรังผึ้งแอร์ ร้อนๆไหลผ่านตัวพัดลมมาโดนแคทท่อไอเสีย ทำให้อากาศในห้องเครื่องร้อนมาก
•   กระแสไฟฟ้าที่ผ่านชุดรีเลย์ระบบแอร์หนักๆ ทั้งนั้น
•   ตัวต้านทานภายในรีเลย์เสื่อมเพราะทำงานอยู่ใต้อุณหภูมิสูง ทำให้วงจรทำงานไม่ปกติภายในบางช่วงเวลา เป็นๆหายๆ รวนๆ
•   หน้าสัมผัสจ่ายไฟมีการสึกหรอ เนื่องจาก ขณะตัดต่อมีกระแสไฟฟ้าอาร์คเหมือนการเชื่อมเหล็ก หน้าสัมผัสจึงมีการสึกหรอทุกครั้งที่มีการตัดต่อ นั่นคือ เกิดมาเพื่อเสีย สึกหรอ แทนสวิทย์ เหมือนผ้าเบรคกับจานเบรค
วิธีการเปลี่ยนรีเลย์ ทำเองได้ ไม่ต้องง้อช่าง  (ช่างบางคนยังไม่รู้เลยว่ามัน คือ อัลไล)
คุณสามารถเปลี่ยนรีเลย์ได้ด้วยตัวเองครับง่ายมากไม่ต้องใช้ฝีมือมากเหมือนเสียบปลั้ก ตามบรรยายข้างล่าง 7 ข้อนะครับ แผงรีเลย์อยู่บริเวณหัวโช้คด้านหน้าซ้ายครับ เปิดกล่องด้วยมือเปล่า ตามรูป

1. ปิดสวิทย์กุญแจ ชักกุญแจออกไปเลยเพื่อความชัวร์ (ห้ามเปลี่ยนรีเลย์ขณะติดเครื่อง หรือ กุณแจอยู่ในสถานะ ON)
2. เปิดกล่องรีเลย์ในห้องเครื่องอยู่บริเวณหัวโช้คด้านคนนั่ง ใช้มือเปล่าบีบสลักสองจุดดังรูปฝาจะอ้าออกเอง
3. ใช้ผ้าบางๆวางลงบนรีเลย์แล้วใช้คีมจับตัวรีเลย์แล้วดึงขึ้นมาตรงๆ (ระวังหล่นตกลงไปในห้องเครื่อง) ขั้นตอนนี้ แนะนำให้ถอดรีเลย์ที่อยู่ด้านนอก และหาผ้าคลุมรอบกล่องรีเลย์กันรีเลย์ตกลงไปด้านล่าง
4. เปลี่ยนรีเลย์ ตัวใหม่แทนสังเกตขั้วเสียบให้ตรง ถ้าใส่ถูกจะกดลงได้อย่างง่าย (ตรวจสอบทุกตัวเสียบให้แน่น)
5. วิธีทดสอบรีเลย์พัดลมด้านหน้าทั้งสองตัวว่าใช้ได้หรือไม่ หรือเช็คว่ารีเลย์ตัวเก่าเสื่อมเสียหรือไม่ ให้เปิดแอร์ เปิดปุ่ม A/C แล้วไขกุญแจให้ถึงล็อกสุดท้ายก่อนจะสตาร์ท (ไม่ต้องสตาร์ท) ให้สังเกตพัดลมทั้งคู่หมุนหรือไม่ ให้ทดสอบซ้ำหลายๆครั้งโดยกด A/C เปิดๆปิดๆ 10 ครั้ง พัดลมด้านหน้าต้องหมุนทั้งสองตัวและสำหรับรถที่เป็นระบบคลัชคอมแอร์ ตัว หน้าคลัชคอมแอร์ต้องจับทุกครั้ง
6. วิธีทดสอบรีเลย์คลัชคอมแอร์ ติดเครื่องเปิดแอร์และเปิดปุ่ม A/C  ถ้าคอมแอร์ตัดต่อปกติ สังเกตจากการเสียงแต้กได้ครับ เสียงดังอยู่แล้วรุ่นนี้ ถ้าไม่ยินเสียงให้ใช้ไฟฉายส่องดูที่หน้าคลัชตรงไปเลยครับว่าจับ สลับ ปล่อยบ้างหรือเปล่า
7. ทดสอบผ่านแล้ว ปิดฝาครอบแผงรีเลย์ได้เลย

อาการแอร์เย็นบ้างแต่ไม่ฉ่ำ อาการแอร์มีแต่ลมไม่มีความเย็น อาจไม่ได้เกิดจากรีเลย์อย่างเดียว แต่สามารถทดสอบหาต้นตอของปัญหาได้ดังนี้
คุณมีระบบไฟฟ้าควบคุมแอร์ที่สมบูรณ์แล้ว คุณยังต้องมีหน้าคลัชคอมแอร์ และตัวมอเตอร์พัดลมแอร์และพัดลมระบายความร้อน และระบบน้ำยาแอร์ ที่สมบรูณ์ไม่รั่วซึมด้วย
อาการแอร์เย็นบ้างแต่ไม่ฉ่ำ อาจมีสาเหตุจากมอเตอร์พัดลมแอร์เสื่อมช่วงประมาณ กม.ที่  140,000 ถึง 150,000 เช่นกัน
สาเหตุเกิดจากพัดลมแอร์และพัดลมระบายความร้อนไม่หมุน ต้นเหตุเนื่องจาก รีเลย์ หรือ มอเตอร์พัดลมเสีย ท่านสามารถทดสอบด้วยตัวเองก่อนว่าอะไรเสียกันแน่ โดยสลับรีเลย์พัดลมตัวที่หมุนใช้งานได้ สลับรีเลย์พัดลมขา FAN No.1 กับ FAN No.3 แล้วสังเกตพัดลมแอร์ว่ากลับมาหมุนหรือไม่ ถ้ากลับมาหมุนแสดงว่ารีเลย์เสีย แต่มอเตอร์ยังดีอยู่  หลังจากทดสอบแล้วควรสลับ กลับคืนที่เดิมเพื่อป้องกันเครื่องยนต์ร้อนผิดปกติ
สำหรับรถที่ใช้ระบบหน้าคลัชคอมแอร์ อาการแอร์มีแต่ลมไม่มีความเย็น ในรถที่วิ่งเกิน 1.3 แสนนอกเหนือจากรีเลย์เสื่อมแล้วตัวหน้าคลัชอาจเสื่อมร่วมด้วย วิธีทดสอบว่ารีเลย์เสียหรือหน้าคลัชเสียให้ทดสอบสลับรีเลย์พัดลมตัวที่หมุนใช้งานได้ปกติ มาสลับแทนหน้าคลัช  แล้วสังเกตหน้าคลัชแอร์ว่ากลับมาจับ สลับปล่อยมั้ยในขณะที่กดเปิด A/C ถ้าหน้าคลัชจับแสดงว่ารีเลย์เสีย แต่หน้าคัชยังดีอยู่ (ช่างมักจะไม่ได้ทดสอบและหลอกเปลี่ยนหน้าคลัชที่มีค่าตัวสูง ทั้งๆที่รีเลย์ต่างหากที่เสีย) หลังจากทดสอบแล้วควรสลับ กลับคืนที่เดิมเพื่อป้องกันเครื่องยนต์ร้อนผิดปกติ
เมื่อเกิดอาการแอร์ไม่เย็น โปรดหลีกเลี่ยงที่สลับรีเลย์คลัชคอมแอร์(ที่เสื่อมแล้ว)มาแทนที่พัดลมความร้อน เพื่อหวังว่าแอร์จะเย็นขึ้นผลที่ได้ แอร์อาจจะเย็นขึ้นนิดหน่อย แต่เครื่อง overheat ไม่คุ้มค่านะครับ ทนร้อนไปก่อนแนะนำให้เปลี่ยนทั้งชุดครับ เพราะต่อให้รีเลย์คลัชคอมแอร์ทำงานปกติแต่รีเลย์พัดลมความร้อนและรีเลย์พัดลมแอร์เสื่อม แอร์ก้อเย็นสู้แดดไม่ไหวอยู่ดีนะครับ
หากเอารีเลย์เสื่อมๆไปแทนที่ รีเลย์ระบบไฟเครื่องยนต์ check engine อาจขึ้นได้ และ start เครื่องไม่ได้ครับ
สรุปเปลี่ยนทั้งชุดเลยดีกว่า ไม่ต้องคอยกังวล ถอดสลับไปมาขั้วหลวมเปล่าๆ


ถ้าหน้าคลัชคอมแอร์เสื่อม หรือ มอเตอร์พัดลมเสียต้องเปลี่ยนด้วย ระบบแอร์ทั้งหมดจึงจะสมบูรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่หน้าคลัชเสื่อมช่วงประมาณ กม.ที่  120,000 ถึง 150,000 (หน้าคลัชมีคอยด์แม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ด้านใน ซึ่งเสื่อมสภาพตามเวลาทำให้มีแรงดึงดูดน้อยลง หรือ ไม่ดูดเลยในสภาวะอากาศร้อน ต้องเปลี่ยนเพราะจะไม่สามารถยึดเกาะกับพูลเล่ส่งกำลังหมุนคอมเพสเซอร์แอร์แล้วส่งผลให้แอร์ไม่เย็นหรือเย็นน้อย หรือมีแต่ลมในบางช่วงเวลา)
สังเกตได้จากหน้าคลัชคอมแอร์ด้วยครับ ถ้ามีฝุ่นแดงๆเกาะรอบๆ แสดงว่าเริ่มสภาพไม่ดีแล้วครับ จากรูปหน้าคลัชสภาพไม่ดีจะมีฝุ่นสนิมเหล็กเลอะตรงหน้าสัมผัสครับ สามารถเปิดฝากระโปรงดูหน้าคลัชกันเองได้เลย พูลเล่คอมแอร์อยู่แนวหน้าสายพานหน้าเครื่องครับ รถบางคันที่ขับลุยน้ำลึกมา หน้าคลัชอาจแตกเสียหายได้ ทำให้คอยด์แม่เหล็กไฟฟ้าเสียหายได้เช่นกัน


สำหรับรายละเอียดการถอดเปลี่ยนชุดหน้าคลัชคอม ถ้าร้านไหนมีทักษะที่ดีจะทำงานบริเวณซุ้มล้อทำให้ ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าน้ำยาแอร์ใหม่ 600-800 บาท และไม่เสียค่าแรงรื้อเยอะ บางร้านทำงานจากด้านบน ถอดไดชาร์จออก รื้อเยอะ เสียเวลาเยอะ แถมมาคิดค่าแรงกับเราแพงอีก คิดราคาอะไหล่เบิ้ลสองเท่าอีก (ผมเจอกะตัวเอง) ชุดหน้าคลัชคอมแอร์ซื้อหาได้ตามร้านแอร์ทั่วไป ราคา ของรวมค่าแรง อายุราวๆ 2500 บาท ไม่ควรสูงกว่านี้ ถ้าใครหาของไม่ได้ผมมีร้านขาย และร้านซ่อม แนะนำให้ครับ ขอขอบคุณ credit ภาพ ผมเอามารวมๆกันด้านล่างนะครับ

กระทู้นี้อาจไม่ถูกใจช่างแอร์ที่จ้องจะฟันลูกค้า หาเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ได้เสีย นะครับ แต่หวังว่าผู้ใช้รถคงมีข้อมูลซ่อมรถให้ตรงจุดได้ ไม่ต้องเสียเงิน เกินจำเป็น นะครับ



ลองดู Honda Civic FD  ที่มีระบบแอร์แบบใช้หน้าคลัชเหมือนกันและอายุถึงเวลามีปัญหาเรื่องแอร์ ก่อนแล้วแก้ไขปัญหาตรงจุด สำเร็จ และไม่เสียเงินมากเกินจำเป็น นะครับ
รูปแสดงกล่องรีเลย์และฟิวส์ของรถ Civic FD ( Civic ปี2006 - 2011 ทั้งเครื่อง 1.8 และ 2.0)

จะรู้ได้อย่างไรว่ารีเลย์เสื่อมรึยัง
การใช้เลข กม.เป็นตัววัด อาจจะไม่แม่นเพราะ ข้อมูลที่ได้จากสมาชิกเวปบอร์ด Civic FD มีอาการ รีเลย์เสียชัดเจนมีตั้งแต่ 40,000 กม. กันเลยทีเดียว
ตามสเปคทั่วไป รีเลย์ สามารถตัดต่อได้ประมาณ 1 แสนครั้ง (รถที่ใช้สภาพจราจรติดบ่อยๆ เป็นที่แน่นอนว่าใช้ได้ไม่ถึง 1 แสน กม. แน่นนอน) ดังนั้นทดสอบตรงๆกันเลยดีกว่า

1> วิธีทดสอบว่ารีเลย์เสื่อมหรือยังโดยเปิดแอร์ กด A/C เปิดๆปิดๆ 10 ครั้ง พัดลมต้องหมุนทั้งสองตัว และ หน้าคลัชต้องจับทุกครั้ง แนะนำให้ทดสอบหลังจากใช้งานมาเครื่องร้อนๆ ทดสอบตอนเครื่องเย็นอาจไม่พบความผิดปกติ
2> เกจความร้อนควรอยู่ปกติที่ 9 เม็ด ถ้าเกิน เช็คพัดลมและรีเลย์พัดลมด่วน นั่นหมายถึงร้อนเกินมากแล้ว เพราะเพื่อนๆเราหลายๆที่ติดตั้ง เกจวัดความร้อนเพิ่มเกจ แจ้งเตือนเครื่องร้อน แต่เกจความร้อนรถไม่เตือนขึ้น 9 เม็ดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นี่เป็นสเปคของรีเลย์ยี่ห้อนึง อยากให้ดูตรงกรอบสีแดงๆ มันหมายความว่า รีเลย์ทั่วไปอายูการใช้งานตัดต่อที่ประมาณ 1 แสนครั้ง ซึ่งแสดงว่า ถ้ารีเลยตัดต่อ 1 ครั้งต่อระยะทาง 1 กม. แสดงว่า ถ้ารถวิ่ง 1 แสนโล รีเลย์นี้หมดอายุไป (เกินคุ้ม)เรียบร้อยแล้ว ที่มากกว่านั้น คุณคิดว่ารถยนต์ในสภาวะรถติดทั่วประเทศไทย ณ ปีนี้ ในระยะทาง 1 กม. พัดลม หรือ คลัชคอมแอร์ ทำงานกี่ครั้ง สรุป 1 แสนโล ก้อเปลี่ยนเถอะครับเกินคุ้มแล้ว ลูกหลาน ภรรยา ลุง ป้า น้า อาไม่ลำบาก อาบเหงื่อ อย่างน้อยยังไม่เปลี่ยนก็ควรมีเก็บไว้ในรถ


ตัวอย่างปัญหาที่พบกัน กรณี Relay เสื่อม แอร์เย็นบ้างไม่เย็นบ้าง ออกอาการในเมืองรถติด อารมณ์เสียสุดๆ


ออฟไลน์ art34

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 11111
  • กระทู้: 9
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม.
  • ชื่อเล่น: art
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Ground Wire (-) VS Relay (+) อะไร สำคัญกว่ากัน

ตอบได้เลยสำคัญเท่ากัน แต่การเสื่อมสภาพ หรือสึกหรอ เกิดได้ที่ตัวรีเลย์ หรือตัวจ่ายไฟฟ้าขั้วบวก มากกว่าครับ ซึ่งแน่นนอน การเสื่อมสภาพทำให้เกิดการไหลของกระแสไฟฟ้าไหลไม่สะดวก หรือไม่ไหลเลย
สาเหตุที่ตัวรีเลย์เสื่อมสภาพ ผมขอกล่าวในช่วงหลังของบทความนี้

ผู้ ใช้รถ ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสายกราวน์ (ground wire) หรือสายไฟฟ้าขั้วลบที่ต่อกับตัวถัง ราคามีตั้งแต่ 1200-2000 บาท ทั้งให้ความสวยงาม และหวังผลการไหลของกระเเสไฟฟ้าให้ดีขึ้น

แต่จะมีกี่คนที่สนใจไฟฟ้าขั้วบวกบ้าง แล้ว ไฟฟ้าขั้วบวกอยู่ที่ไหนกันล่ะ ผมขออธิบายดังนี้

หลัก การของไฟฟ้ารถยนต์จะต่อไฟฟ้าลบกับตัวถังรถที่เป็นเหล็กสามารถนำไฟฟ้าได้ทั้ง คัน และถ้าต้องการไฟฟ้าขั้วบวกจ่ายให้กับอุปกรณ์ไหน ก็เพียงเดินสายไฟไปหาและมีตัวควบคุมการจ่ายไฟบวกเท่านั้นเอง

ตัวรีเลย์นี่เองที่เป็นตัวจ่ายไฟฟ้าบวกให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยหลักการคือใช้ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟ้าต่ำ (ขอเรียกว่าไฟฟ้าสัญญาณจากกล่องควบคุมหลัก ECU หรือ สวิทย์ไฟฟ้าที่เปิดปิดโดยผู้ใช้รถ) มาสั่งการให้จ่ายไฟฟ้าบวกกระแสสูง (ขอเรียกว่าไฟฟ้ากำลัง)

จ่าย ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยที่อุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละตัวมีการทำงานที่แยกกันโดยอิสระ และความต้องการของไฟฟ้าในแต่ละอุปกรณ์ไม่เท่ากัน เช่น พัดลมระบายความร้อน ระบบลิ้นปีกผีเสื้อไฟ้า ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิง ระบบจุดระเบิด และ อื่นๆอีกมากมาย


ดัง นั้นเมื่ออุปกรณ์ไฟฟ้าใดไม่ทำงาน การฟันธงว่าอุปกรณ์นั้นเสีย การการวิเคราะห์ที่ไม่ถูกต้อง เช่น ไฟหน้ารถ ดับ หรือ แตรไม่ดัง หรือ พัดลมระบายความร้อนไม่หมุน จะบอกว่าอุปกรณ์เหล่านั้นเสียและต้องเปลี่ยนนั้น อาจทำให้ผู้ใช้รถเสียค่าซ่อมแพงโดยไม่จำเป็นและ ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง

การ เช็คระบบไฟฟ้า หรือ รีเลย์เป็นสิ่งที่ช่างที่ดีมีจรรยาบรรณควรทำ (แต่อาจจะรวยช้าหน่อย) ไม่ใช่หลอกให้ลูกค้าเปลี่ยนตัวอุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้น ที่มีาราคาแพง หรือ หาของมือสองมาใส่ให้ เนื่องจากรีเลย์มีค่าตัวไม่สูงเมื่อเทียบกับอุปกรณ์ไฟฟ้า
ส่วน สาเหตุที่รีเลย์เสื่อม หรือ เสียนั้น เนื่องมาจาก ภายในตัวรีเลย์มีอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ เช่นตัวต้านทาน ขดลวดไฟฟ้า ที่สามารถเสื่อมได้ภายใต้การทำงานเวลานานใต้อุณหภูมิสูงและความร้อนสะสมภายในตัวรีเลย์เอง เนื่องจากระเเสไฟฟ้าไหลผ่านและ ความร้อนจากเครื่องยนต์
นอก จากนี้การสึกหรอในส่วนของกลไก และ การอาร์คของกระแสไฟฟ้าก็มีส่วนที่ทำให้หน้าสัมผัสละลาย หรือ ไหม้ได้ ส่งผลให้ไฟฟ้าเดินไม่สะดวก หรือ เกิดคอขวดของระบบไฟฟ้าบวกได้ตรงจุดนี้
หลักการทำงานของรีเลย์คือ ECU สั่งการโดย ปล่อยกระแสไฟไหลผ่านขดลวดลงกราวน์ก็จะเกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าดูดให้หน้าสัมผัสติดกัน กระแสไฟฟ้ากำลังจากแหล่งจ่ายจึงไหลผ่านหน้าสัมผัสไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าได้

ประโยชน์ของรีเลย์ในการทำหน้าที่แทนสวิตช์คือ ช่วยให้อายุการใช้งานของตัวสวิตช์เองนานขึ้น โดยกระแสไฟจะไหลผ่านหน้าสัมผัสของรึเลย์แทน ส่วนสวิตช์ทำหน้าที่เพียงแค่จ่ายกระแสไฟสัญญาณจำนวนเล็กน้อยไปยังขดลวดของรีเลย์เท่านั้น (เพราะทุกครั้งที่เปิดสวิตช์จะเกิดการอาร์คที่หน้าสัมผัส ทำให้หน้าสัมผัสค่อยๆเสื่อมลงและเสียในที่สุด ซึ่งความเสียหายนี้จะเกิดกับรีเลย์แทน)
บทบาทของรีเลย์
Relay จะมีบทบาท กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ในรถยนต์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะระบบการทำงานหลัก ของรถยนต์ เช่นระบบจ่ายน้ำมัน และระบบระบายความร้อน ถ้าRelay ไม่ทำงานเพียงอย่างเดียว ก็สามารถทำให้ ต้องจอดรถข้างทางได้เช่นเดียวกัน
Relay  เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีอยู่ในรถทุกคัน และมีโอกาสที่จะทำให้อุปกรณ์นั้นๆ ไม่ทำงานได้ เนื่องจากหน้า Contact ของตัว Relay เอง อาจจะไหม้ เนื่องจากมีการใช้งานมากหรือขั้วต่อต่างๆไม่แน่น เพราะอุณหภูมิที่ขาของรีเลย์สูงมากจน และสาเหตุอื่นๆ
ดังนั้น เมื่ออุปกรณ์ไฟฟ้าในรถไม่ทำงาน ไม่ต้องตกใจ ลองตรวจดูว่า Fuse ขาด หรือ Relay ปกติหรือไม่ และเพื่อความไม่ประมาท ควรจะมี Relay และ Fuse ติดไว้ในรถบ้าง
ก็จะเป็นการดี แต่ถ้าฉุกเฉิน ไม่สามารถหาได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไร ลองพิจารณาดูว่า อุปกรณ์ชนิดใด ที่มี Relay ใช้อยู่บ้าง และไม่มีความจำเป็น ต้องใช้ในขณะนั้น เช่น กรณีที่Relay ของพัดลมระบายความร้อนเสีย แม้ว่าขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน มีความจำเป็นต้องใช้ไฟส่องสว่างแต่คุณอาจจะเอา Relay จากวงจรไฟสูง มาใช้ทดแทน Relay ของพัดลมระบายความร้อนก็ได้ เพื่อให้คุณสามารถนำรถไปถึงที่หมาย
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.citroenthai.org/

รีเลย์:สิ่งเล็กๆที่ถูกมองข้าม | เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2558 เวลา 8:00 น.
คอลัมน์ :รู้ก่อนเหยียบ โดย“ช่างเอก”
รีเลย์:สิ่งเล็กๆที่ถูกมองข้าม เมื่อรถยนต์เกิดปัญหาในระบบไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเกิดจากฟิวส์ขาดโดยมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัวที่มีความสำคัญอย่าง “รีเลย์” ไปจนอาจกลายเป็นเส้นผมบังภูเขาเลยทีเดียว หลายครั้งเมื่อรถยนต์ของเราเกิดปัญหาในระบบไฟฟ้าต่าง ๆ ช่างรวมทั้งเจ้าของรถเองมักจะเข้าใจว่าเกิดจากฟิวส์ขาด-หลวม โดยมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัวที่มีความสำคัญอย่าง “รีเลย์” ไปจนอาจกลายเป็นเส้นผมบังภูเขาเลยทีเดียว “รีเลย์”( relay) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานไฟ หรือจะเรียกง่าย ๆว่าเป็นสวิตซ์ก็ได้ มีหน้าที่ตัด-ต่อวงจรไฟฟ้า โดยอาศัยไฟฟ้าที่วิ่งผ่านขดลวดเพื่อสร้างแรงดูดของแม่เหล็กไฟฟ้า บังคับให้หน้าคอนแทกสัมผัสกัน กลายเป็นวงจรปิดคือมีกระแสไฟจากแบตเตอรี่ไหลผ่านไปจ่ายให้อุปกรณ์นั้น ๆ ทำงานได้ และตรงข้ามทันทีที่ไม่ได้จ่ายไฟให้มัน ก็จะกลายเป็นวงจรเปิดคือกระแสไฟไม่สามารถผ่านได้ ไฟที่เราใช้ป้อนให้กับตัว”รีเลย์” รถยนต์ จะมาจากแบตเตอรี่ สำหรับเหตุผลที่ต้องให้ไฟจากแบตเตอรี่ผ่าน “รีเลย์”ไปเลี้ยงอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ แทนที่จะผ่านสวิตซ์ทั้งหมดนั้นเนื่องจากเป็นวิธีที่จะลดกระแสไฟจำนวนมากไม่ให้ไหลผ่านสวิตซ์ จนเกิดความร้อนสูงอายุการใช้งานสั้นลงและเสียหายในที่สุด “รีเลย์”ในรถยนต์ จะมีอยู่ในทุกวงจร ของอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ไฟฟ้า อาทิ หัวฉีด ปั๊มติ๊ก แอร์ พัดลมระบายความร้อน ไฟหน้าสูง-ต่ำ สปอร์ตไลท์ ไดสตาร์ท กระจกไฟฟ้า ระบบกันขโมย อาการ“รีเลย์”ชำรุด-เสียหาย -เมื่อ“รีเลย์”ชำรุดเสียหาย สังเกตได้จากอุปกรณ์นั้น ๆ จะไม่ทำงานเมื่อเปิดสวิตซ์ หรือทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง หรือเกิดเสียงดังที่ตัว “รีเลย์” ก่อนจะหยุดทำงาน อาทิ สตาร์ทเงียบ แบตเตอรี่ไม่หมด ให้ตรวจสอบ “รีเลย์สตาร์ท” พัดลมระบายความร้อนไม่ทำงาน ให้ตรวจสอบ ฟิวส์ และรีเลย์ เป็นต้น เทคนิคควรรู้ วิธีการต่อ “รีเลย์”5ขา (เอนกประสงค์) - ขา85 ต่อจากสัญญาณสั่งงาน แล้วแต่ว่าจะเป็น+ หรือ - แต่ต้องเป็นตรงข้ามกับ 86 -ขา86 ตรงข้ามกับ 85 -ขา30 ไฟต่อตรงมาจากแบตเตอรี่จะเป็นไฟ+ หรือ – ก็ได้ แต่ถ้าเป็นไฟ+ ควรผ่านฟิวส์ -ขา87 ส่วนใหญ่มักมี 2 ขาเพื่อสะดวกในการใช้งาน จะเป็นไฟที่จะส่งไปใช้ ในอุปกรณ์จะเป็นไฟ+หรือ- ขึ้นอยู่กับว่าใช้ไฟ+หรือ-จ่ายให้ขา 30 “
อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/article/366181
ขอบคุณข้อมูลจาก -บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด / www.mmsboschcarservice.com

ปัญหาอาการแอร์รถยนต์ไม่เย็นเกิดจากปัญหาหลักๆ 3 อย่าง คือ

1.ปัญหาด้านระบบไฟฟ้า

   1.1 สาเหตุ จาก ฟิวส์สั่งงานหรือรีเลย์ คอมเพรสเซอร์ หรือพัดลม ขาดไม่ทำงาน  แก้ไขโดยการเปลี่ยน ฟิวส์ ใหม่เช็คว่าไฟมาเลี้ยงที่ชุดคอยล์แม่เหล็กหรือไม่ ด้วยมิเตอร์

   1.2 สาเหตุจาก คอยล์ขดลวดคลัช คอมเพรเซอร์แอร์ขาด  แก้ไขโดย เทียบรุ่นและ จัดการเปลี่ยนใหม่

   1.3 สาเหตุจาก ชุดสั่งงานตัดต่อ คอมเพรซเซอร์แอร์ เสีย ไม่ทำงาน (เทอร์โมสตัท)  แก้ไขโดย เทียบรุ่น และ ซื้อเปลี่ยนใหม่

2.ปัญหาทางกล

    2.1 ปัญหา สายพาน คอมแอร์ขาด  แก้ไขด้วยการเปลี่ยนใหม่   

    2.2 ปัญหาคอมเพรสเซอร์ มีกำลังอัด ดูด ไม่เพียงพอ  แก้ไขโดย ลองแวคคั่ม และเติมไล่น้ำยาใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับกำลังคอม  หรือ  เปลี่ยนคอมเพรซเซอร์ใหม่

    2.3 ปัญหาหน้าคลัชคอม จับไม่แน่น ลื่น ไม่จับเป็นบางครั้ง  แก้ไขโดย ถอด หน้าคลัชออก ไปกลึงปาดหน้าใหม่  หรือเปลี่ยนชุดหน้าคลัชใหม่ครับ

    2.4 ปัญหาคอมเพรสเซอร์ ล็อค น๊อค    แก้ไขโดย  ต้องเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ใหม่ และล้าง ระบบใหม่ทั้งหมด เปลี่ยน ไดเออร์ใหม่

3. ปัญหาน้ำยาแอร์ & น้ำมันคอม

     3.1 น้ำยาแอร์ ขาด เป็นฟอง(แบบนานๆเติมที) สาเหตุจากเกิดการซึม ที่บริเวณจุดข้อต่อต่างๆ สายน้ำยา โอริง ที่ตัวคอมเพรสเซอร์ ลองมองหาจุดที่มีน้ำมันคอมไหลเยิ้มออกมา   แก้ไข เติมน้ำยาเข้าไปเพิ่มเติม

     3.2 น้ำยาแอร์ ขาดแบบ หมดเลี้ยง  สาเหตุจาก สายน้ำยาแตกรั่ว ตู้แอร์รั่ว  แผงแอร์รั่ว ซีลคอมแอร์รั่ว  แก้ไขโดย หาจุดรั่วโดยการอัดแรงดันเข้าไปในระบบแทนน้ำยา 200 -300 Psi และหาจุดรั่ว โดยใช้น้ำสบู่ หรือ ฟังเสียงรั่ว เมือพบและทำการแก้ไข โดยเปลี่ยนใหม่ หรือ เชื่อมอุด(ได้บางจุด)

     3.3 น้ำยาแอร์มากเกินไป  ทำให้ระบบไม่สมดุล  แก้ไขโดย ปลอยน้ำยาแอร์ไล่ออก ให้พอดี ตามเกณท์ (อยู่ที่ 30-35 Psi)

     3.4  น้ำยาแอร์น้อยเกินไป  ทำให้ไม่สามารถ ฉีดน้ำยาได้ทั่วคอยล์ ระบบหมุนเวียนไม่พอ  แก้ไขโดย เติมน้ำยาแอร์เพิ่มลงไปให้อยูในเกณท์ ( 30-35 Psi)ด้านดูด   ด้านอัด (150-200Psi)

      3.5 น้ำมันคอมแอร์ ในระบบ มากเกินไป(ปกติต้องประมาณ 150 CC)  ทำให้คอมทำงานหนัก น้ำยาแตกตัวไม่ดี เย็นแบบ ชืดๆ ไม่ฉ่ำ  ต้องไล่ออกให้พอดีจะทำให้เย็นดีขึ้นแน่นอนครับ

   

++ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ท่านแก้ปัญหาเบื้องต้นของระบบแอร์ได้มั่งน่ะครับ  ขอบคุณมาณที่นี้ด้วย++

เครดิตข้อความจากร้าน NV อะไหล่แอร์

ออฟไลน์ art34

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 11111
  • กระทู้: 9
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม.
  • ชื่อเล่น: art
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม

ออฟไลน์ wisawa222

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • สมาชิก ID: 17865
  • กระทู้: 4
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: อุบลราชธานี
  • ชื่อเล่น: อิ๊ด
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม

ออฟไลน์ Papapingka

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • สมาชิก ID: 18280
  • กระทู้: 5
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: นัท
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม

ออฟไลน์ art34

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 11111
  • กระทู้: 9
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม.
  • ชื่อเล่น: art
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ภาพอาจจะไม่ขึ้นนะครับ add line arthit9na มาขอดูภาพได้ครับ

ออฟไลน์ phairatbiz65

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • สมาชิก ID: 19849
  • กระทู้: 3
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพ
  • ชื่อเล่น: กล้า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม

ออฟไลน์ art34

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 11111
  • กระทู้: 9
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม.
  • ชื่อเล่น: art
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ใกล้เมษาแล้วจัดก่อนได้เลย

Tags: